การเดินทางของไวน์แดงหนึ่งขวดไปสู่ไต้หวัน

By Martina Kao Photo:CANVA
ทันทีที่ไวน์แดงหนึ่งขวดออกจากโรงบ่มไวน์ การเดินทางของมันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ตลอดช่วงหลายสัปดาห์หลังจากนั้น มันอาจต้องเดินทางผ่านน่านน้ำบริเวณเส้นศูนย์สูตรที่มีอุณหภูมิสูงถึง 30–40 องศาเซลเซียส หรืออาจเผชิญกับความเย็นจัดอย่างกะทันหันจากความผิดปกติของตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อเดินทางมาถึงปลายทางแล้ว ก็ยังต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบเอกสาร การตรวจฉลาก และการคำนวณภาษีอีกหลายชั้น ก่อนที่จะสามารถขึ้นวางจำหน่ายบนชั้นสินค้าในไต้หวันได้ สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนพัฒนาธุรกิจบริการนำเข้าไวน์ การเข้าใจทุกจุดของเส้นทางนี้ที่อาจเกิดปัญหาได้ มักมีความสำคัญยิ่งกว่าการรู้เพียงข้อกำหนดต่าง ๆ เสียอีก
อุปสรรคเรื่องอุณหภูมิในระหว่างการขนส่งทางทะเล
เอาจริงๆไวน์แดงไม่ได้ทนทานอย่างที่หลายคนคิด อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดสำหรับไวน์แดงอยู่ระหว่าง 14–18°C (ส่วนไวน์ขาวจะเหมาะกับอุณหภูมิที่ต่ำกว่าเล็กน้อย คือ 10–14°C) พออุณหภูมิแวดล้อมสูงเกิน 20°C กระบวนการออกซิเดชันและการเสื่อมของรสชาติก็จะเริ่มเกิดขึ้นทีละนิดๆ แล้วถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นไปอีก ของเหลวภายในขวดก็จะขยายตัว จนอาจดันจุกไม้คอร์กให้เลื่อนออกมาและทำให้เกิดการรั่วซึมได้
เกณฑ์ที่คนวงในเขาใช้กันคือ ถ้าไวน์ต้องอยู่ในอุณหภูมิ 80°F (ประมาณ 27°C) ติดต่อกันนานกว่า 30 นาที ถือว่าแทบกู่ไม่กลับแล้ว และถ้าอุณหภูมิภายในไวน์สูงถึง 86°F (ประมาณ 30°C) เมื่อไหร่ไวน์นั้นจะถือว่า "สุก" (cooked) เหมือนกับจะกินซีซาร์สลัดแต่ดันเอาผักไปต้มนั่นแหละ ทิ้งเถอะครับ มันขายไม่ได้
ในทางกลับกัน อุณหภูมิต่ำเกินไปก็มีปัญหาเช่นกัน เมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 5°C มันจะเริ่มเกิดผลึกทาร์เทรต (Tartrate Crystals) หรือที่บางครั้งเรียกว่า "เพชรในไวน์" (Wine Diamonds) ไม่ใช่เรื่องดีนะบอกไว้ก่อน ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรปล่อยให้ไวน์แข็งตัวไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม และต้องรักษาความชื้นให้เหมาะ (อยู่ระหว่าง 60–70%)
ด้วยเหตุนี้เอง การตัดสินใจว่าจะลงทุนใช้ ตู้ Reefer หรือไม่นั้น จะดูจากปัจจัยสำคัญหลายประการ เช่น ไวน์มีมูลค่าสูงไหม เช่น ถ้าเป็นไวน์ระดับของสะสม (เช่น Bordeaux หรือ Burgundy จากผู้ผลิตชั้นนำ) หรือกรณีที่ผู้ว่าจ้างหรือบริษัทประกันกำหนดให้ต้องมีการบันทึกข้อมูลอุณหภูมิตลอดการขนส่ง ซึ่งในกรณีเหล่านี้นี่แหละ ที่การควบคุมอุณหภูมิแทบจะเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แถมความเสี่ยงยังจะเพิ่มสูงขึ้นไปอีกหากเส้นทางเดินเรือต้องใช้เวลาเดินทางยาวนานถึง 4–6 สัปดาห์ขึ้นไป หรือผ่านพื้นที่ที่มีอากาศร้อน เช่น บริเวณเส้นศูนย์สูตร ทะเลแดง คลองสุเอซ และสิงคโปร์
อย่างไรก็ตาม ตู้ Reefer ก็ไม่ใช่ทางเลือกเพียงทางเดียว เพราะในบางครั้งโรงบ่มไวน์หลายๆแห่งก็อนุโลมให้ หากอุณหภูมิแวดล้อมไม่เกิน 25–28°C นั่นจึงเป็นเหตุผลที่มักมีรายงานว่าประมาณ 90% ของการขนส่งไวน์จากอิตาลี ใช้ตู้คอนเทนเนอร์แบบแห้ง (Dry Container) ที่ติดตั้ง Thermal Liner แทนตู้ควบคุมอุณหภูมิ โดย Thermal Liner สามารถช่วยลดความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิภายในและภายนอกตู้ได้ประมาณ 12–13°C และเมื่อใช้ร่วมกับการหลีกเลี่ยงการขนส่งในช่วงฤดูร้อน ก็ถือเป็นทางเลือกที่สร้างสมดุลระหว่างต้นทุนและความเสี่ยงได้ดีสำหรับไวน์เชิงพาณิชย์ที่มีปริมาณมาก
กล่าวโดยสรุปคือ
- ไวน์ราคาสูง
- เส้นทางเดินเรือผ่านพื้นที่อากาศร้อน
- หรือผู้ว่าจ้างกำหนดเงื่อนไขเรื่องอุณหภูมิอย่างชัดเจน
→ ควรเลือกใช้ Reefer Container
ส่วนกรณี
- ไวน์ระดับกลางถึงระดับล่าง
- ขนส่งในปริมาณมาก
- เส้นทางอากาศไม่ร้อนจัด
- และไม่ใช่ช่วงฤดูร้อน
→ ใช้ Dry Container พร้อม Thermal Liner
พวกนี้น่ะถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสม แต่เราต้องเข้าใจก่อนว่านี่น่ะคือการเอา ต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิม มาแลกกับ ความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อย และควรอธิบายประเด็นนี้ให้ลูกค้าทราบล่วงหน้าอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ยังเราก็ควรตระหนักเอาไว้ด้วยว่า การใช้ Reefer ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะไม่เกิดปัญหา มีกรณีเรียกร้องค่าสินไหมจริงที่ผู้ส่งสินค้าตั้งค่าอุณหภูมิต่ำเกินไป จนไวน์ทั้งตู้แข็งตัว ดันจุกคอร์กหลุดออกมา และทำให้สินค้าทั้งหมดเสียหาย ดังนั้น แม้จะเลือกใช้ Reefer แล้ว ก็ควรตรวจสอบการตั้งค่าอุณหภูมิอย่างละเอียด และติดตั้ง Data Logger เพื่อติดตามอุณหภูมิตลอดเส้นทางการขนส่ง
การควบคุมอุณหภูมินี้ไม่ควรสิ้นสุดเพียงเมื่อมีการยกตู้ลงจากเรือ เพราะในช่วงฤดูร้อนของไต้หวัน หากขั้นตอนการจัดเก็บในคลัง การขนส่งต่อ และการจัดส่งปลายทางไม่ได้เชื่อมโยงกันอย่างเหมาะสม การลงทุนในการควบคุมอุณหภูมิตลอดการเดินทางทางทะเลก็อาจสูญเปล่าในช่วง Last Mile ได้เช่นกัน
สองด่านที่ต้องผ่านก่อนจะขึ้นฝั่ง
การเดินทางมาถึงท่าเรือในไต้หวันอย่างปลอดภัย ก็ไม่ได้หมายความว่าไวน์จะสามารถผ่านด่านศุลกากรได้ทันทีเลยนะ แต่มันยังมีอีก 2 ด่านสำคัญ ที่ต้องผ่านเสียก่อน
ด่านแรกคือ คุณสมบัติในการนำเข้า (Import Eligibility) โดยหากการนำเข้าในแต่ละครั้งมีปริมาณเกิน 5 ลิตร จะต้องแนบ สำเนาใบอนุญาตนำเข้ายาสูบและสุรา (Tobacco and Alcohol Import License) ที่ออกโดยกระทรวงการคลัง หรือหนังสือยินยอมจากกระทรวงก่อน จึงจะสามารถดำเนินการนำเข้าได้
หากลูกค้ายังไม่มีใบอนุญาตดังกล่าว หรือเป็นการนำเข้าเพียงครั้งเดียวในปริมาณไม่มาก วิธีที่นิยมใช้กันคือการดำเนินการผ่านตัวแทนที่ได้รับใบอนุญาตอยู่แล้ว
ด่านที่สองคือ การตรวจสอบด้านสุขอนามัย (Sanitary Inspection)
โดยหลักการแล้ว สุราที่นำเข้าทุกชนิดต้องยื่นขอตรวจสอบ แต่ก็มีข้อยกเว้นบางกรณี ได้แก่
- สินค้าสำหรับใช้ส่วนตัวที่มีปริมาณไม่เกิน 5 ลิตร
- สินค้าที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมายศุลกากร
- ตัวอย่างสินค้าและสินค้าสำหรับจัดแสดงที่มีมูลค่าที่ต้องเสียอากรไม่เกิน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ทำให้การผ่านพิธีการล่าช้ามักไม่ใช่ตัวข้อกำหนด แต่เป็น เอกสารที่ไม่ครบถ้วน ตัวอย่างปัญหาที่พบได้บ่อย ได้แก่
- ไม่ติดฉลากสินค้าตามข้อกำหนด
- ไม่มีฉลากด้านหน้า ฉลากด้านหลัง หรือฉลากภาษาจีน
- ไม่มีหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin)
- รายงานผลการทดสอบ (Lab Report) ขาดรายการที่จำเป็น (เช่น ปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในไวน์) หรือเป็นรายงานที่มีอายุเกิน 2 ปี
- หรือแม้แต่ยังไม่เคยลงทะเบียนใช้งานระบบตรวจสอบ ทำให้ไม่สามารถยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์ได้ตั้งแต่แรก
การนำรายการตรวจสอบเหล่านี้ไปจัดทำเป็น Checklist เอกสารสำหรับลูกค้า ตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความล่าช้าในการผ่านพิธีการนำเข้าล็อตแรก และช่วยหลีกเลี่ยงค่าเช่าคลังสินค้าที่สะสมระหว่างรอการอนุมัติได้เป็นอย่างมาก
มีรายละเอียดซ่อนอยู่บนฉลากมากกว่าที่คิด
การจำหน่ายไวน์แดงนำเข้าในไต้หวัน จำเป็นต้องมี ฉลากภาษาจีน ซึ่งในทางปฏิบัติมักเป็น ฉลากด้านหลังภาษาจีนตัวเต็ม
ฉลากดังกล่าวต้องระบุข้อมูลต่อไปนี้
- ชื่อแบรนด์
- ประเภทสินค้า
- ปริมาณแอลกอฮอล์
- ประเทศแหล่งกำเนิด
- ชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิต
- ชื่อและที่อยู่ของผู้นำเข้า
- เลขล็อตสินค้า
- ปริมาตรสุทธิ
- ข้อความคำเตือนที่กฎหมายกำหนด
- และข้อมูลอื่น ๆ ที่หน่วยงานกำกับดูแลประกาศให้เป็นข้อมูลบังคับ
ชื่อแบรนด์ต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับปีผลิต อายุของไวน์ แหล่งกำเนิด หรือคุณลักษณะอื่นของสินค้า
ตัวอย่างเช่น หากไวน์ผลิตจาก Bordeaux จริง ก็สามารถระบุบนฉลากได้ แต่ผู้นำเข้าจะต้องเตรียม หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ไว้ล่วงหน้า และหากใช้ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) ก็ต้องมีหลักฐานรองรับพร้อมสำหรับการตรวจสอบเช่นกัน
รายละเอียดหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ
ฉลากภาษาจีนห้ามเพิ่มข้อความใด ๆ ที่ไม่มีอยู่บนฉลากต้นฉบับ
นอกจากนี้ ไวน์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ ไม่เกิน 7% หรือบรรจุในภาชนะพลาสติกหรือกระดาษ จะต้องระบุ วันหมดอายุ หรือ วันที่บรรจุ และหากระบุวันที่บรรจุ ก็ต้องระบุวันหมดอายุควบคู่กันด้วย
นอกเหนือจากรายการข้างต้น ยังมีรายละเอียดอีกหลายประเด็นที่มักถูกมองข้ามในการปฏิบัติงานจริง ได้แก่
ประการแรก คือ ประเภทสินค้า (Product Category)
สามารถระบุว่าเป็น "ไวน์" (葡萄酒) หรือใช้ชื่อประเภทสินค้าตามการจำแนกพิกัดศุลกากร โดยสินค้าประเภทแชมเปญหรือสปาร์กลิงไวน์ก็สามารถใช้ชื่อเฉพาะตามประเภทของตนได้
ประการที่สอง คือ ชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิต
หลายคนเข้าใจผิดว่าระบุเฉพาะข้อมูลของผู้นำเข้าก็เพียงพอ แต่จริง ๆ แล้ว ต้องแสดงชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิตด้วย
ที่อยู่ไม่จำเป็นต้องละเอียดถึงเลขที่อาคาร แต่ต้องมีรายละเอียดมากพอที่จะสามารถระบุตัวและติดต่อผู้ผลิตได้
ประการที่สาม คือ ขนาดและตำแหน่งของข้อความคำเตือน
ข้อความคำเตือนต้องแสดงอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ชัดบนพื้นผิวด้านนอกที่ใหญ่ที่สุดของบรรจุภัณฑ์ โดยตัวอักษรต้องมีขนาด ไม่น้อยกว่า 2.65 มิลลิเมตร ทั้งความสูงและความกว้าง และต้องใช้สีที่ตัดกับพื้นหลังอย่างชัดเจน ไม่ใช่สีที่อ่านได้ยากหรือกลืนกับพื้นหลัง
ประการที่สี่ ซึ่งมีความสำคัญเฉพาะกับไวน์ คือ การแสดงข้อมูลซัลเฟอร์ไดออกไซด์
หากมีซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้าง เกิน 0.25 กรัมต่อลิตร แต่ไม่เกิน 0.4 กรัมต่อลิตร จะต้องระบุปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์บนฉลาก
จึงควรตรวจสอบ COA (Certificate of Analysis) หรือผลการทดสอบจากผู้ผลิตก่อนการนำเข้า เพื่อยืนยันข้อมูลดังกล่าวล่วงหน้า
การคำนวณภาษีไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด
การนำเข้าไวน์แดงต้องชำระภาษี 3 ประเภท และสูตรคำนวณของแต่ละประเภทก็ไม่ได้ซับซ้อนนัก จึงควรนำไปสร้างเป็นสูตรคำนวณในตารางราคาแบบคงที่ได้เลย
ในส่วนของ อากรศุลกากร (Customs Duty)
- ไวน์แดง
- ไวน์ขาว
- ไวน์เสริมแอลกอฮอล์ (Fortified Wine)
- แชมเปญ
เสียอากรในอัตรา 10%
ส่วน
- สปาร์กลิงไวน์ (Sparkling Wine)
- เวอร์มุท (Vermouth)
เสียอากรในอัตรา 20%
สำหรับ ภาษีสุราและยาสูบ (Alcohol Excise Tax) ไวน์จัดอยู่ในกลุ่ม "เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หมักประเภทอื่น" โดยเสียภาษีในอัตรา 7 ดอลลาร์ไต้หวันต่อลิตร ต่อระดับดีกรีแอลกอฮอล์หนึ่งองศา
ตัวอย่างเช่น ไวน์ขนาด 750 มิลลิลิตร ที่มีแอลกอฮอล์ 12% จะเสียภาษีสุราประมาณ 63 ดอลลาร์ไต้หวัน
สุดท้ายคือ ภาษีธุรกิจ (Business Tax) ในอัตราคงที่ 5% ซึ่งคำนวณจาก
มูลค่าศุลกากร + ภาษีสุรา + อากรศุลกากร ทั้งหมดรวมกัน
การจัดเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนและการนำเข้าอย่างเป็นทางการ: D8 และ D2 คือสองขั้นตอนสำคัญของพิธีการศุลกากรสำหรับไวน์แดง
หากไวน์แดงถูกนำเข้าเพื่อจัดเก็บใน คลังสินค้าทัณฑ์บนภายในศูนย์โลจิสติกส์ (Bonded Logistics Center) ก่อน มีข้อจำกัดประการหนึ่งที่มักถูกมองข้าม กล่าวคือ ศูนย์โลจิสติกส์สามารถช่วยติด ฉลากภาษาจีน ให้กับสินค้าได้ แต่ ไม่สามารถจัดเรียงใหม่หรือดำเนินการแปรรูปสินค้าในลักษณะอื่นได้
ตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดเก็บยาสูบและสุรานำเข้าในศูนย์โลจิสติกส์ การดำเนินการที่ได้รับอนุญาตมีเพียง
- การติดของแถมเพื่อส่งเสริมการขาย
- การติดฉลากภาษาจีน
เท่านั้น ไม่อนุญาตให้มีการบรรจุหีบห่อใหม่ (Repackaging) หรือการแปรรูปใด ๆ แม้จะเป็นการแปรรูปอย่างง่ายก็ตาม
นอกจากนี้ เมื่อมีการติดฉลากภาษาจีน จะต้อง ไม่เปลี่ยนแปลงปริมาตรเดิมของบรรจุภัณฑ์ และไม่แก้ไขฉลากเดิมที่มีอยู่บนสินค้า
ข้อกำหนดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้นำเข้าไวน์แดง
ในทางปฏิบัติ บริษัทบางแห่งเลือกที่จะรอติดฉลากภาษาจีนเมื่อสินค้าอยู่ในสถานะทัณฑ์บน แต่การดำเนินการดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าสามารถเปลี่ยนฉลาก จัดเรียงสินค้าใหม่ แยกบรรจุ หรือดัดแปลงสินค้าได้อย่างอิสระภายในศูนย์โลจิสติกส์
สิ่งที่กฎหมายอนุญาตคือ การติดฉลากภาษาจีน
สิ่งที่กฎหมายไม่อนุญาตคือ
- การเปลี่ยนแปลงปริมาตรเดิมของสินค้า
- การเปลี่ยนแปลงฉลากเดิม
- หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพของตัวสินค้าเอง
อีกประเด็นหนึ่งที่มักสร้างความสับสน คือ สินค้าที่อยู่ภายในศูนย์โลจิสติกส์ ไม่ได้ถูกปฏิบัติเช่นเดียวกับสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าทั่วไป
สำหรับสินค้าต่างประเทศทั่วไปที่เข้าสู่ศูนย์โลจิสติกส์ สามารถยื่นใบขนได้ตามสถานการณ์ โดยใช้
- L1 ("สินค้าต่างประเทศเข้าสู่ศูนย์โลจิสติกส์")
หรือ
- D8 ("สินค้าต่างประเทศเข้าสู่คลังสินค้าทัณฑ์บนหรือศูนย์โลจิสติกส์")
อย่างไรก็ตาม สำหรับยาสูบและสุรานำเข้าโดยเฉพาะ จะต้องใช้ ใบขน D8 เท่านั้น
โดยในใบขนจะต้องระบุรายละเอียดอย่างครบถ้วน ได้แก่
- ชื่อสินค้า
- ยี่ห้อ
- จำนวน
- ปริมาตร
- ปริมาณแอลกอฮอล์
- ปีผลิต (Vintage)
- พิกัดศุลกากร
ต่อมา เมื่อไวน์แดงชุดดังกล่าวถูกนำออกจากศูนย์โลจิสติกส์เพื่อจำหน่ายเข้าสู่เขตภาษีของไต้หวันอย่างเป็นทางการ ผู้เสียภาษีจะต้องยื่น ใบขน D2 ซึ่งหมายถึง
"สินค้าทัณฑ์บนที่นำออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บนเพื่อการนำเข้า"
กล่าวอีกนัยหนึ่ง
- D8 คือขั้นตอนที่สินค้าเข้าสู่สถานะทัณฑ์บนภายใต้การกำกับดูแลของศุลกากร
- D2 คือขั้นตอนที่สินค้าถูกนำเข้าสู่ตลาดไต้หวันอย่างเป็นทางการ
สำหรับผู้นำเข้า การจัดเตรียมเรื่อง
- ฉลากภาษาจีน
- การตรวจสอบสุรา
- การคำนวณภาษี
- และการวางแผนช่วงเวลาการจำหน่าย
ไม่ควรรอจนถึงขั้นตอน D2 แต่ควรวางแผนทั้งหมดตั้งแต่ช่วงที่สินค้าอยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บน เพื่อหลีกเลี่ยงการเร่งจัดหาเอกสาร การพบปัญหาในการตรวจสอบ หรือความล่าช้าเมื่อสินค้าถูกนำออกจากคลังเพื่อเข้าสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ
เรื่องเพิ่มเติมที่ควรรู้ไว้ในวงการนี้
ไวน์แดงส่วนใหญ่มีปริมาณแอลกอฮอล์มากกว่า 0.5% จึงอยู่ภายใต้ความหมายของ "เครื่องดื่มแอลกอฮอล์" ตาม กฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการยาสูบและสุราของไต้หวัน (Tobacco and Alcohol Administration Act)
ดังนั้น ก่อนดำเนินการจัดซื้อ ยื่นใบขนศุลกากร และยื่นขอตรวจสอบสินค้า ผู้นำเข้าควรตรวจสอบก่อนว่าตนได้รับ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเข้ายาสูบและสุรา แล้วหรือไม่
ตามข้อมูลของ National Treasury Administration ผู้ที่มีสิทธิยื่นคำขอตรวจสอบสุรานำเข้า จะต้องเป็น ผู้นำเข้าสุราที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำเข้าอาจถูกตรวจสอบในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่
- การตรวจทุกล็อต (Batch-by-Batch Inspection)
- การสุ่มตรวจเป็นล็อต (Random Batch Inspection)
- การตรวจสอบเอกสาร (Documentary Review)
สำหรับไวน์ รายการตรวจสอบหลักโดยทั่วไปคือ ปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะเป็นรายการเดียวที่ถูกตรวจสอบในทุกกรณี
หากหน่วยงานกำกับดูแลพบประเด็นด้านความปลอดภัยของอาหารจากข้อมูลภายในประเทศหรือจากต่างประเทศ ก็ยังสามารถกำหนดให้มีการตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติมได้
ในด้านศุลกากร ประเด็นสำคัญอยู่ที่
- การยื่นใบขนนำเข้า
- การจำแนกพิกัดศุลกากร
- การกำหนดราคาศุลกากร
- การรวมค่าระวางและค่าประกันภัย
- การคำนวณอากรศุลกากร
- ภาษีสุราและยาสูบ
- และภาษีธุรกิจ
การติดฉลากไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องเอกสารที่ค่อยจัดการในช่วงสุดท้ายของพิธีการศุลกากร
ไวน์แดงนำเข้าจะต้องปฏิบัติตามทั้ง
- Tobacco and Alcohol Administration Act
- และ Regulations Governing the Labeling of Alcohol Products
ซึ่งครอบคลุมถึง
- การติดฉลากภาษาจีน
- รายการข้อมูลที่กฎหมายกำหนดให้ต้องแสดง
- ข้อความคำเตือน
- ประเทศแหล่งกำเนิด
- ข้อมูลของผู้นำเข้า
- รวมถึงข้อกำหนดที่ว่า ห้ามเพิ่มข้อความบนฉลากของสินค้านำเข้าในส่วนที่ไม่มีอยู่บนฉลากต้นฉบับ
สำหรับผู้นำเข้า เรื่องของ
- การติดฉลาก
- การตรวจสอบสินค้า
- และการยื่นใบขนศุลกากร
ควรได้รับการตรวจสอบและเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ไม่ควรรอจนกว่าสินค้าจะเดินทางมาถึงท่าเรือแล้วจึงค่อยดำเนินการ
ท้ายที่สุดแล้ว ทุกช่วงของการเดินทางนี้ ไม่ว่าจะเป็น การควบคุมอุณหภูมิ เอกสาร ฉลาก หรือภาษี ล้วนเชื่อมโยงกันทั้งหมด เมื่อใดก็ตามที่จุดใดจุดหนึ่งเกิดข้อผิดพลาด เมื่อนั้นก็มักเป็นจุดเริ่มต้นของความล่าช้า ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสินค้าในคลังที่เพิ่มสูงขึ้น หรือในกรณีเลวร้ายที่สุด อาจทำให้สินค้าทั้งล็อตต้องถูกตัดจำหน่ายทั้งหมดได้
ขอขอบคุณหากคุณสามารถแบ่งปันบล็อก TGL ในหมู่เพื่อนของคุณที่สนใจข้อมูลตลาดโดยตรงของโซ่อุปทานและเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่อัปเดต