Quote
Factory Buyer Rate Questions

บล็อก

การเดินทางของไวน์แดงหนึ่งขวดไปสู่ไต้หวัน

05 Aug 2026

By Martina Kao    Photo:CANVA


ทันทีที่ไวน์แดงหนึ่งขวดออกจากโรงบ่มไวน์ การเดินทางของมันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ตลอดช่วงหลายสัปดาห์หลังจากนั้น มันอาจต้องเดินทางผ่านน่านน้ำบริเวณเส้นศูนย์สูตรที่มีอุณหภูมิสูงถึง 30–40 องศาเซลเซียส หรืออาจเผชิญกับความเย็นจัดอย่างกะทันหันจากความผิดปกติของตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อเดินทางมาถึงปลายทางแล้ว ก็ยังต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบเอกสาร การตรวจฉลาก และการคำนวณภาษีอีกหลายชั้น ก่อนที่จะสามารถขึ้นวางจำหน่ายบนชั้นสินค้าในไต้หวันได้ สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนพัฒนาธุรกิจบริการนำเข้าไวน์ การเข้าใจทุกจุดของเส้นทางนี้ที่อาจเกิดปัญหาได้ มักมีความสำคัญยิ่งกว่าการรู้เพียงข้อกำหนดต่าง ๆ เสียอีก

อุปสรรคเรื่องอุณหภูมิในระหว่างการขนส่งทางทะเล

เอาจริงๆไวน์แดงไม่ได้ทนทานอย่างที่หลายคนคิด อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดสำหรับไวน์แดงอยู่ระหว่าง 14–18°C (ส่วนไวน์ขาวจะเหมาะกับอุณหภูมิที่ต่ำกว่าเล็กน้อย คือ 10–14°C) พออุณหภูมิแวดล้อมสูงเกิน 20°C กระบวนการออกซิเดชันและการเสื่อมของรสชาติก็จะเริ่มเกิดขึ้นทีละนิดๆ แล้วถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นไปอีก ของเหลวภายในขวดก็จะขยายตัว จนอาจดันจุกไม้คอร์กให้เลื่อนออกมาและทำให้เกิดการรั่วซึมได้

เกณฑ์ที่คนวงในเขาใช้กันคือ ถ้าไวน์ต้องอยู่ในอุณหภูมิ 80°F (ประมาณ 27°C) ติดต่อกันนานกว่า 30 นาที ถือว่าแทบกู่ไม่กลับแล้ว และถ้าอุณหภูมิภายในไวน์สูงถึง 86°F (ประมาณ 30°C) เมื่อไหร่ไวน์นั้นจะถือว่า "สุก" (cooked) เหมือนกับจะกินซีซาร์สลัดแต่ดันเอาผักไปต้มนั่นแหละ ทิ้งเถอะครับ มันขายไม่ได้

ในทางกลับกัน อุณหภูมิต่ำเกินไปก็มีปัญหาเช่นกัน เมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 5°C มันจะเริ่มเกิดผลึกทาร์เทรต (Tartrate Crystals) หรือที่บางครั้งเรียกว่า "เพชรในไวน์" (Wine Diamonds) ไม่ใช่เรื่องดีนะบอกไว้ก่อน ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรปล่อยให้ไวน์แข็งตัวไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม และต้องรักษาความชื้นให้เหมาะ (อยู่ระหว่าง 60–70%)

ด้วยเหตุนี้เอง การตัดสินใจว่าจะลงทุนใช้ ตู้ Reefer หรือไม่นั้น จะดูจากปัจจัยสำคัญหลายประการ เช่น ไวน์มีมูลค่าสูงไหม เช่น ถ้าเป็นไวน์ระดับของสะสม (เช่น Bordeaux หรือ Burgundy จากผู้ผลิตชั้นนำ) หรือกรณีที่ผู้ว่าจ้างหรือบริษัทประกันกำหนดให้ต้องมีการบันทึกข้อมูลอุณหภูมิตลอดการขนส่ง ซึ่งในกรณีเหล่านี้นี่แหละ ที่การควบคุมอุณหภูมิแทบจะเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แถมความเสี่ยงยังจะเพิ่มสูงขึ้นไปอีกหากเส้นทางเดินเรือต้องใช้เวลาเดินทางยาวนานถึง 4–6 สัปดาห์ขึ้นไป หรือผ่านพื้นที่ที่มีอากาศร้อน เช่น บริเวณเส้นศูนย์สูตร ทะเลแดง คลองสุเอซ และสิงคโปร์

อย่างไรก็ตาม ตู้ Reefer ก็ไม่ใช่ทางเลือกเพียงทางเดียว เพราะในบางครั้งโรงบ่มไวน์หลายๆแห่งก็อนุโลมให้ หากอุณหภูมิแวดล้อมไม่เกิน 25–28°C นั่นจึงเป็นเหตุผลที่มักมีรายงานว่าประมาณ 90% ของการขนส่งไวน์จากอิตาลี ใช้ตู้คอนเทนเนอร์แบบแห้ง (Dry Container) ที่ติดตั้ง Thermal Liner แทนตู้ควบคุมอุณหภูมิ โดย Thermal Liner สามารถช่วยลดความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิภายในและภายนอกตู้ได้ประมาณ 12–13°C และเมื่อใช้ร่วมกับการหลีกเลี่ยงการขนส่งในช่วงฤดูร้อน ก็ถือเป็นทางเลือกที่สร้างสมดุลระหว่างต้นทุนและความเสี่ยงได้ดีสำหรับไวน์เชิงพาณิชย์ที่มีปริมาณมาก

กล่าวโดยสรุปคือ

  • ไวน์ราคาสูง
  • เส้นทางเดินเรือผ่านพื้นที่อากาศร้อน
  • หรือผู้ว่าจ้างกำหนดเงื่อนไขเรื่องอุณหภูมิอย่างชัดเจน

→ ควรเลือกใช้ Reefer Container

ส่วนกรณี

  • ไวน์ระดับกลางถึงระดับล่าง
  • ขนส่งในปริมาณมาก
  • เส้นทางอากาศไม่ร้อนจัด
  • และไม่ใช่ช่วงฤดูร้อน

→ ใช้ Dry Container พร้อม Thermal Liner

พวกนี้น่ะถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสม แต่เราต้องเข้าใจก่อนว่านี่น่ะคือการเอา ต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิม มาแลกกับ ความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อย และควรอธิบายประเด็นนี้ให้ลูกค้าทราบล่วงหน้าอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ยังเราก็ควรตระหนักเอาไว้ด้วยว่า การใช้ Reefer ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะไม่เกิดปัญหา มีกรณีเรียกร้องค่าสินไหมจริงที่ผู้ส่งสินค้าตั้งค่าอุณหภูมิต่ำเกินไป จนไวน์ทั้งตู้แข็งตัว ดันจุกคอร์กหลุดออกมา และทำให้สินค้าทั้งหมดเสียหาย ดังนั้น แม้จะเลือกใช้ Reefer แล้ว ก็ควรตรวจสอบการตั้งค่าอุณหภูมิอย่างละเอียด และติดตั้ง Data Logger เพื่อติดตามอุณหภูมิตลอดเส้นทางการขนส่ง

การควบคุมอุณหภูมินี้ไม่ควรสิ้นสุดเพียงเมื่อมีการยกตู้ลงจากเรือ เพราะในช่วงฤดูร้อนของไต้หวัน หากขั้นตอนการจัดเก็บในคลัง การขนส่งต่อ และการจัดส่งปลายทางไม่ได้เชื่อมโยงกันอย่างเหมาะสม การลงทุนในการควบคุมอุณหภูมิตลอดการเดินทางทางทะเลก็อาจสูญเปล่าในช่วง Last Mile ได้เช่นกัน

สองด่านที่ต้องผ่านก่อนจะขึ้นฝั่ง

การเดินทางมาถึงท่าเรือในไต้หวันอย่างปลอดภัย ก็ไม่ได้หมายความว่าไวน์จะสามารถผ่านด่านศุลกากรได้ทันทีเลยนะ แต่มันยังมีอีก 2 ด่านสำคัญ ที่ต้องผ่านเสียก่อน

ด่านแรกคือ คุณสมบัติในการนำเข้า (Import Eligibility) โดยหากการนำเข้าในแต่ละครั้งมีปริมาณเกิน 5 ลิตร จะต้องแนบ สำเนาใบอนุญาตนำเข้ายาสูบและสุรา (Tobacco and Alcohol Import License) ที่ออกโดยกระทรวงการคลัง หรือหนังสือยินยอมจากกระทรวงก่อน จึงจะสามารถดำเนินการนำเข้าได้

หากลูกค้ายังไม่มีใบอนุญาตดังกล่าว หรือเป็นการนำเข้าเพียงครั้งเดียวในปริมาณไม่มาก วิธีที่นิยมใช้กันคือการดำเนินการผ่านตัวแทนที่ได้รับใบอนุญาตอยู่แล้ว

ด่านที่สองคือ การตรวจสอบด้านสุขอนามัย (Sanitary Inspection)

โดยหลักการแล้ว สุราที่นำเข้าทุกชนิดต้องยื่นขอตรวจสอบ แต่ก็มีข้อยกเว้นบางกรณี ได้แก่

  • สินค้าสำหรับใช้ส่วนตัวที่มีปริมาณไม่เกิน 5 ลิตร
  • สินค้าที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมายศุลกากร
  • ตัวอย่างสินค้าและสินค้าสำหรับจัดแสดงที่มีมูลค่าที่ต้องเสียอากรไม่เกิน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ทำให้การผ่านพิธีการล่าช้ามักไม่ใช่ตัวข้อกำหนด แต่เป็น เอกสารที่ไม่ครบถ้วน ตัวอย่างปัญหาที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ไม่ติดฉลากสินค้าตามข้อกำหนด
  • ไม่มีฉลากด้านหน้า ฉลากด้านหลัง หรือฉลากภาษาจีน
  • ไม่มีหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin)
  • รายงานผลการทดสอบ (Lab Report) ขาดรายการที่จำเป็น (เช่น ปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในไวน์) หรือเป็นรายงานที่มีอายุเกิน 2 ปี
  • หรือแม้แต่ยังไม่เคยลงทะเบียนใช้งานระบบตรวจสอบ ทำให้ไม่สามารถยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์ได้ตั้งแต่แรก

การนำรายการตรวจสอบเหล่านี้ไปจัดทำเป็น Checklist เอกสารสำหรับลูกค้า ตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความล่าช้าในการผ่านพิธีการนำเข้าล็อตแรก และช่วยหลีกเลี่ยงค่าเช่าคลังสินค้าที่สะสมระหว่างรอการอนุมัติได้เป็นอย่างมาก

มีรายละเอียดซ่อนอยู่บนฉลากมากกว่าที่คิด

การจำหน่ายไวน์แดงนำเข้าในไต้หวัน จำเป็นต้องมี ฉลากภาษาจีน ซึ่งในทางปฏิบัติมักเป็น ฉลากด้านหลังภาษาจีนตัวเต็ม

ฉลากดังกล่าวต้องระบุข้อมูลต่อไปนี้

  • ชื่อแบรนด์
  • ประเภทสินค้า
  • ปริมาณแอลกอฮอล์
  • ประเทศแหล่งกำเนิด
  • ชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิต
  • ชื่อและที่อยู่ของผู้นำเข้า
  • เลขล็อตสินค้า
  • ปริมาตรสุทธิ
  • ข้อความคำเตือนที่กฎหมายกำหนด
  • และข้อมูลอื่น ๆ ที่หน่วยงานกำกับดูแลประกาศให้เป็นข้อมูลบังคับ

ชื่อแบรนด์ต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับปีผลิต อายุของไวน์ แหล่งกำเนิด หรือคุณลักษณะอื่นของสินค้า

ตัวอย่างเช่น หากไวน์ผลิตจาก Bordeaux จริง ก็สามารถระบุบนฉลากได้ แต่ผู้นำเข้าจะต้องเตรียม หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ไว้ล่วงหน้า และหากใช้ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) ก็ต้องมีหลักฐานรองรับพร้อมสำหรับการตรวจสอบเช่นกัน

รายละเอียดหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ

ฉลากภาษาจีนห้ามเพิ่มข้อความใด ๆ ที่ไม่มีอยู่บนฉลากต้นฉบับ

นอกจากนี้ ไวน์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ ไม่เกิน 7% หรือบรรจุในภาชนะพลาสติกหรือกระดาษ จะต้องระบุ วันหมดอายุ หรือ วันที่บรรจุ และหากระบุวันที่บรรจุ ก็ต้องระบุวันหมดอายุควบคู่กันด้วย

นอกเหนือจากรายการข้างต้น ยังมีรายละเอียดอีกหลายประเด็นที่มักถูกมองข้ามในการปฏิบัติงานจริง ได้แก่

ประการแรก คือ ประเภทสินค้า (Product Category)

สามารถระบุว่าเป็น "ไวน์" (葡萄酒) หรือใช้ชื่อประเภทสินค้าตามการจำแนกพิกัดศุลกากร โดยสินค้าประเภทแชมเปญหรือสปาร์กลิงไวน์ก็สามารถใช้ชื่อเฉพาะตามประเภทของตนได้

ประการที่สอง คือ ชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิต

หลายคนเข้าใจผิดว่าระบุเฉพาะข้อมูลของผู้นำเข้าก็เพียงพอ แต่จริง ๆ แล้ว ต้องแสดงชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิตด้วย

ที่อยู่ไม่จำเป็นต้องละเอียดถึงเลขที่อาคาร แต่ต้องมีรายละเอียดมากพอที่จะสามารถระบุตัวและติดต่อผู้ผลิตได้

ประการที่สาม คือ ขนาดและตำแหน่งของข้อความคำเตือน

ข้อความคำเตือนต้องแสดงอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ชัดบนพื้นผิวด้านนอกที่ใหญ่ที่สุดของบรรจุภัณฑ์ โดยตัวอักษรต้องมีขนาด ไม่น้อยกว่า 2.65 มิลลิเมตร ทั้งความสูงและความกว้าง และต้องใช้สีที่ตัดกับพื้นหลังอย่างชัดเจน ไม่ใช่สีที่อ่านได้ยากหรือกลืนกับพื้นหลัง

ประการที่สี่ ซึ่งมีความสำคัญเฉพาะกับไวน์ คือ การแสดงข้อมูลซัลเฟอร์ไดออกไซด์

หากมีซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้าง เกิน 0.25 กรัมต่อลิตร แต่ไม่เกิน 0.4 กรัมต่อลิตร จะต้องระบุปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์บนฉลาก

จึงควรตรวจสอบ COA (Certificate of Analysis) หรือผลการทดสอบจากผู้ผลิตก่อนการนำเข้า เพื่อยืนยันข้อมูลดังกล่าวล่วงหน้า

การคำนวณภาษีไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด

การนำเข้าไวน์แดงต้องชำระภาษี 3 ประเภท และสูตรคำนวณของแต่ละประเภทก็ไม่ได้ซับซ้อนนัก จึงควรนำไปสร้างเป็นสูตรคำนวณในตารางราคาแบบคงที่ได้เลย

ในส่วนของ อากรศุลกากร (Customs Duty)

  • ไวน์แดง
  • ไวน์ขาว
  • ไวน์เสริมแอลกอฮอล์ (Fortified Wine)
  • แชมเปญ

เสียอากรในอัตรา 10%

ส่วน

  • สปาร์กลิงไวน์ (Sparkling Wine)
  • เวอร์มุท (Vermouth)

เสียอากรในอัตรา 20%

สำหรับ ภาษีสุราและยาสูบ (Alcohol Excise Tax) ไวน์จัดอยู่ในกลุ่ม "เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หมักประเภทอื่น" โดยเสียภาษีในอัตรา 7 ดอลลาร์ไต้หวันต่อลิตร ต่อระดับดีกรีแอลกอฮอล์หนึ่งองศา

ตัวอย่างเช่น ไวน์ขนาด 750 มิลลิลิตร ที่มีแอลกอฮอล์ 12% จะเสียภาษีสุราประมาณ 63 ดอลลาร์ไต้หวัน

สุดท้ายคือ ภาษีธุรกิจ (Business Tax) ในอัตราคงที่ 5% ซึ่งคำนวณจาก

มูลค่าศุลกากร + ภาษีสุรา + อากรศุลกากร ทั้งหมดรวมกัน

การจัดเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนและการนำเข้าอย่างเป็นทางการ: D8 และ D2 คือสองขั้นตอนสำคัญของพิธีการศุลกากรสำหรับไวน์แดง

หากไวน์แดงถูกนำเข้าเพื่อจัดเก็บใน คลังสินค้าทัณฑ์บนภายในศูนย์โลจิสติกส์ (Bonded Logistics Center) ก่อน มีข้อจำกัดประการหนึ่งที่มักถูกมองข้าม กล่าวคือ ศูนย์โลจิสติกส์สามารถช่วยติด ฉลากภาษาจีน ให้กับสินค้าได้ แต่ ไม่สามารถจัดเรียงใหม่หรือดำเนินการแปรรูปสินค้าในลักษณะอื่นได้

ตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดเก็บยาสูบและสุรานำเข้าในศูนย์โลจิสติกส์ การดำเนินการที่ได้รับอนุญาตมีเพียง

  • การติดของแถมเพื่อส่งเสริมการขาย
  • การติดฉลากภาษาจีน

เท่านั้น ไม่อนุญาตให้มีการบรรจุหีบห่อใหม่ (Repackaging) หรือการแปรรูปใด ๆ แม้จะเป็นการแปรรูปอย่างง่ายก็ตาม

นอกจากนี้ เมื่อมีการติดฉลากภาษาจีน จะต้อง ไม่เปลี่ยนแปลงปริมาตรเดิมของบรรจุภัณฑ์ และไม่แก้ไขฉลากเดิมที่มีอยู่บนสินค้า

ข้อกำหนดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้นำเข้าไวน์แดง

ในทางปฏิบัติ บริษัทบางแห่งเลือกที่จะรอติดฉลากภาษาจีนเมื่อสินค้าอยู่ในสถานะทัณฑ์บน แต่การดำเนินการดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าสามารถเปลี่ยนฉลาก จัดเรียงสินค้าใหม่ แยกบรรจุ หรือดัดแปลงสินค้าได้อย่างอิสระภายในศูนย์โลจิสติกส์

สิ่งที่กฎหมายอนุญาตคือ การติดฉลากภาษาจีน

สิ่งที่กฎหมายไม่อนุญาตคือ

  • การเปลี่ยนแปลงปริมาตรเดิมของสินค้า
  • การเปลี่ยนแปลงฉลากเดิม
  • หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพของตัวสินค้าเอง

อีกประเด็นหนึ่งที่มักสร้างความสับสน คือ สินค้าที่อยู่ภายในศูนย์โลจิสติกส์ ไม่ได้ถูกปฏิบัติเช่นเดียวกับสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าทั่วไป

สำหรับสินค้าต่างประเทศทั่วไปที่เข้าสู่ศูนย์โลจิสติกส์ สามารถยื่นใบขนได้ตามสถานการณ์ โดยใช้

  • L1 ("สินค้าต่างประเทศเข้าสู่ศูนย์โลจิสติกส์")

หรือ

  • D8 ("สินค้าต่างประเทศเข้าสู่คลังสินค้าทัณฑ์บนหรือศูนย์โลจิสติกส์")

อย่างไรก็ตาม สำหรับยาสูบและสุรานำเข้าโดยเฉพาะ จะต้องใช้ ใบขน D8 เท่านั้น

โดยในใบขนจะต้องระบุรายละเอียดอย่างครบถ้วน ได้แก่

  • ชื่อสินค้า
  • ยี่ห้อ
  • จำนวน
  • ปริมาตร
  • ปริมาณแอลกอฮอล์
  • ปีผลิต (Vintage)
  • พิกัดศุลกากร

ต่อมา เมื่อไวน์แดงชุดดังกล่าวถูกนำออกจากศูนย์โลจิสติกส์เพื่อจำหน่ายเข้าสู่เขตภาษีของไต้หวันอย่างเป็นทางการ ผู้เสียภาษีจะต้องยื่น ใบขน D2 ซึ่งหมายถึง

"สินค้าทัณฑ์บนที่นำออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บนเพื่อการนำเข้า"

กล่าวอีกนัยหนึ่ง

  • D8 คือขั้นตอนที่สินค้าเข้าสู่สถานะทัณฑ์บนภายใต้การกำกับดูแลของศุลกากร
  • D2 คือขั้นตอนที่สินค้าถูกนำเข้าสู่ตลาดไต้หวันอย่างเป็นทางการ

สำหรับผู้นำเข้า การจัดเตรียมเรื่อง

  • ฉลากภาษาจีน
  • การตรวจสอบสุรา
  • การคำนวณภาษี
  • และการวางแผนช่วงเวลาการจำหน่าย

ไม่ควรรอจนถึงขั้นตอน D2 แต่ควรวางแผนทั้งหมดตั้งแต่ช่วงที่สินค้าอยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บน เพื่อหลีกเลี่ยงการเร่งจัดหาเอกสาร การพบปัญหาในการตรวจสอบ หรือความล่าช้าเมื่อสินค้าถูกนำออกจากคลังเพื่อเข้าสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ

เรื่องเพิ่มเติมที่ควรรู้ไว้ในวงการนี้

ไวน์แดงส่วนใหญ่มีปริมาณแอลกอฮอล์มากกว่า 0.5% จึงอยู่ภายใต้ความหมายของ "เครื่องดื่มแอลกอฮอล์" ตาม กฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการยาสูบและสุราของไต้หวัน (Tobacco and Alcohol Administration Act)

ดังนั้น ก่อนดำเนินการจัดซื้อ ยื่นใบขนศุลกากร และยื่นขอตรวจสอบสินค้า ผู้นำเข้าควรตรวจสอบก่อนว่าตนได้รับ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเข้ายาสูบและสุรา แล้วหรือไม่

ตามข้อมูลของ National Treasury Administration ผู้ที่มีสิทธิยื่นคำขอตรวจสอบสุรานำเข้า จะต้องเป็น ผู้นำเข้าสุราที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำเข้าอาจถูกตรวจสอบในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่

  • การตรวจทุกล็อต (Batch-by-Batch Inspection)
  • การสุ่มตรวจเป็นล็อต (Random Batch Inspection)
  • การตรวจสอบเอกสาร (Documentary Review)

สำหรับไวน์ รายการตรวจสอบหลักโดยทั่วไปคือ ปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะเป็นรายการเดียวที่ถูกตรวจสอบในทุกกรณี

หากหน่วยงานกำกับดูแลพบประเด็นด้านความปลอดภัยของอาหารจากข้อมูลภายในประเทศหรือจากต่างประเทศ ก็ยังสามารถกำหนดให้มีการตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติมได้

ในด้านศุลกากร ประเด็นสำคัญอยู่ที่

  • การยื่นใบขนนำเข้า
  • การจำแนกพิกัดศุลกากร
  • การกำหนดราคาศุลกากร
  • การรวมค่าระวางและค่าประกันภัย
  • การคำนวณอากรศุลกากร
  • ภาษีสุราและยาสูบ
  • และภาษีธุรกิจ

การติดฉลากไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องเอกสารที่ค่อยจัดการในช่วงสุดท้ายของพิธีการศุลกากร

ไวน์แดงนำเข้าจะต้องปฏิบัติตามทั้ง

  • Tobacco and Alcohol Administration Act
  • และ Regulations Governing the Labeling of Alcohol Products

ซึ่งครอบคลุมถึง

  • การติดฉลากภาษาจีน
  • รายการข้อมูลที่กฎหมายกำหนดให้ต้องแสดง
  • ข้อความคำเตือน
  • ประเทศแหล่งกำเนิด
  • ข้อมูลของผู้นำเข้า
  • รวมถึงข้อกำหนดที่ว่า ห้ามเพิ่มข้อความบนฉลากของสินค้านำเข้าในส่วนที่ไม่มีอยู่บนฉลากต้นฉบับ

สำหรับผู้นำเข้า เรื่องของ

  • การติดฉลาก
  • การตรวจสอบสินค้า
  • และการยื่นใบขนศุลกากร

ควรได้รับการตรวจสอบและเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ไม่ควรรอจนกว่าสินค้าจะเดินทางมาถึงท่าเรือแล้วจึงค่อยดำเนินการ

ท้ายที่สุดแล้ว ทุกช่วงของการเดินทางนี้ ไม่ว่าจะเป็น การควบคุมอุณหภูมิ เอกสาร ฉลาก หรือภาษี ล้วนเชื่อมโยงกันทั้งหมด เมื่อใดก็ตามที่จุดใดจุดหนึ่งเกิดข้อผิดพลาด เมื่อนั้นก็มักเป็นจุดเริ่มต้นของความล่าช้า ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสินค้าในคลังที่เพิ่มสูงขึ้น หรือในกรณีเลวร้ายที่สุด อาจทำให้สินค้าทั้งล็อตต้องถูกตัดจำหน่ายทั้งหมดได้

 

ขอขอบคุณหากคุณสามารถแบ่งปันบล็อก TGL ในหมู่เพื่อนของคุณที่สนใจข้อมูลตลาดโดยตรงของโซ่อุปทานและเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่อัปเดต

Get a Quote Go Top