Quote
Factory Buyer Rate Questions

บล็อก

การขนส่งแบบ FCL (Full Container Load) vs การขนส่งแบบ LCL (Less than Container Load) สำหรับการขนส่งทางเรือ

06 Jul 2026

By Elly Cao    Photo:CANVA


การขนส่งสินค้าทางเรือมีตัวเลือกหลักอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่ การเช่าตู้คอนเทนเนอร์ทั้งตู้ (FCL) และการใช้พื้นที่ร่วมกับผู้ส่งออกรายอื่น (LCL) หลายคนมักเปรียบเทียบเพียงแค่ค่าระวางเรือพื้นฐาน แต่กลับต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายแฝง ความล่าช้าในการจัดส่ง หรือความเสียหายของสินค้าในภายหลัง ในบทความนี้เราจะมาวิเคราะห์หลักเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกใช้ตู้ผ่าน 5 หัวข้อ ได้แก่ ปริมาณสินค้า ต้นทุน ระยะเวลาขนส่ง ประเภทสินค้า และความเสี่ยง พร้อมยกตัวอย่างและให้คำแนะนำที่จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่ทุกคนมักพบกันบ่อยๆ

I. ความหมายหลักๆของ FCL และ LCL

1. FCL (Full Container Load)

FCL คือ การเช่าตู้คอนเทนเนอร์ “ทั้งตู้” สำหรับสินค้าของผู้ส่ง “เพียงรายเดียว” หลังจากบรรจุสินค้าและปิดผนึกตู้แล้ว ตู้จะไม่ถูกเปิดระหว่างทางจนกว่าจะถึงปลายทาง

ประเภทตู้ที่นิยมใช้

  • 20GP
  • 40GP
  • 40HQ

หลักการคิดค่าบริการ
 คิดค่าระวางเป็นรายตู้ ไม่ว่าสินค้าจะเต็มตู้หรือใช้พื้นที่เพียงครึ่งตู้ ค่าระวางก็แทบไม่แตกต่างกัน

2. LCL (Less than Container Load)

หากสินค้ามีปริมาณไม่เพียงพอสำหรับการเช่าตู้ทั้งตู้ ผู้ให้บริการ Freight Forwarder จะรวบรวมสินค้าจากผู้ส่ง “หลายราย” ไว้ในตู้เดียวกัน เมื่อสินค้าถึงท่าเรือปลายทาง จะมีการแยกสินค้าเพื่อส่งต่อให้ผู้รับแต่ละราย

หลักการคิดค่าบริการ
 คิดค่าขนส่งตามค่าที่สูงกว่าระหว่างปริมาตร (CBM) และน้ำหนัก (Weight Tonnage) นอกจากค่าระวางพื้นฐานแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น

  • ค่ารับสินค้าเข้าคลัง
  • ค่ารวบรวมสินค้า (Consolidation Fee)
  • ค่าแยกสินค้าที่ปลายทาง (Deconsolidation Fee)
  • ค่าดำเนินการต่าง ๆ (Handling Charges)

II. เลือกใช้งานอย่างไรให้เหมาะกับแต่ละสถานการณ์

(A) 5 กรณีที่ควรเลือกใช้ FCL

1. มีปริมาณสินค้าตั้งแต่ 15 CBM ขึ้นไป

ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุตสามารถบรรจุสินค้าได้ประมาณ 26 CBM หากสินค้ามีปริมาตรมากกว่า 15 CBM ต้นทุนต่อหนึ่งลูกบาศก์เมตรของ FCL มักจะต่ำกว่า LCL แม้ว่าจะใช้พื้นที่เพียงครึ่งตู้ก็ตาม ยิ่งใช้พื้นที่ใกล้เต็มตู้มากเท่าไร ต้นทุนต่อหน่วยก็ยิ่งลดลง โดยอาจประหยัดได้ประมาณ 15–30%

2. ต้องการการกำหนดเวลาจัดส่งที่แน่นอน

LCL ต้องรอให้มีสินค้าจากผู้ส่งหลายรายรวมกันจนเต็มตู้เสียก่อน ซึ่งอาจใช้เวลารอประมาณ 3–7 วัน ในช่วงโลว์ซีซัน และอาจล่าช้ามากขึ้นอีกในช่วงไฮซีซันที่พื้นที่บนเรือมีจำกัด

FCL สามารถจองเที่ยวเรือได้แน่นอนกว่า เหมาะสำหรับสินค้าที่มีวันส่งมอบตายตัวหรือคำสั่งซื้อจากลูกค้ารายสำคัญ

3. สินค้ามีมูลค่าสูง แตกหักง่าย หรือเสี่ยงต่อการปนเปื้อน

เช่น

  • เครื่องเซรามิก
  • เครื่องแก้ว
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • สินค้าแบรนด์
  • อาหาร
  • สิ่งทอ

สินค้ากลุ่มนี้อาจเสียหายจากการขนส่งร่วมกับสินค้าประเภทเหล็ก ฮาร์ดแวร์ หรือสารเคมีในระบบ LCL

การส่งแบบ FCL ช่วยให้ผู้ส่งสามารถควบคุมการบรรจุสินค้าได้เอง และตู้จะไม่ถูกเปิดระหว่างการเดินทาง จึงจะลดโอกาสเกิดความเสียหายได้มากกว่า

4. ส่งสินค้าปริมาณมากเป็นประจำ

โรงงานหรือบริษัทที่ส่งออกหลายตู้ต่อเดือน สามารถทำสัญญาระยะยาวกับสายเรือเพื่อรับอัตราค่าระวางที่คงที่ พร้อมการรับประกันพื้นที่บนเรือ ไม่ต้องเสียเวลาเปรียบเทียบราคา LCL ทุกครั้ง

5. สินค้าขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก สินค้าควบคุมอุณหภูมิ หรือสินค้าอันตราย

เช่น

  • สินค้าเกินขนาด (Out-of-Gauge)
  • สินค้าน้ำหนักมาก (Heavy Lift)
  • ตู้ควบคุมอุณหภูมิ (Reefer Container)
  • สินค้าอันตรายบางประเภท

สินค้ากลุ่มนี้สามารถขนส่งได้เฉพาะแบบ FCL เท่านั้น เนื่องจาก LCL ไม่รองรับตู้พิเศษหรือสินค้าอันตรายในปริมาณมาก

(B) 4 กรณีที่ควรเลือกใช้ LCL

1. สินค้าทดลองตลาดหรือสินค้าตัวอย่าง ปริมาตรต่ำกว่า 10 CBM

หากเป็นการทดลองสินค้า คำสั่งซื้อขนาดเล็ก หรือการเติมสต็อกสำหรับ Amazon เพียงไม่กี่ลูกบาศก์เมตร การเช่าตู้ทั้งตู้ถือว่าไม่คุ้มค่า

LCL สามารถรับสินค้าตั้งแต่ 1 CBM โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับพื้นที่ว่าง จึงเหมาะสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก

2. ส่งสินค้าเป็นครั้งคราว

หากไม่มีปริมาณสินค้าที่สม่ำเสมอ LCL มีความยืดหยุ่นสูง สามารถส่งสินค้าเมื่อพร้อม และไม่ต้องกังวลเรื่องค่าปรับการคืนตู้ล่าช้า

3. ต้องกระจายสินค้าไปหลายปลายทาง

หากสินค้าล็อตเดียวต้องจัดส่งให้ลูกค้าหลายรายในต่างประเทศ Freight Forwarder สามารถรวบรวมสินค้าไว้ในตู้เดียว แล้วแยกส่งที่ปลายทาง ช่วยลดภาระในการกระจายสินค้าเอง

4. สินค้าทั่วไปที่มูลค่าไม่สูงและบรรจุภัณฑ์แข็งแรง

เช่น

  • สินค้าเบ็ดเตล็ด
  • อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์
  • ของใช้ในชีวิตประจำวัน

หากบรรจุภัณฑ์มีความแข็งแรง ความเสี่ยงจากการขนส่งร่วมกับสินค้าอื่นจะค่อนข้างต่ำ จึงควรให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนเป็นหลัก

(C) ทางเลือกสำหรับสินค้าปริมาตร 10–20 CBM

สินค้าช่วง 10–20 CBM ถือเป็นช่วงที่ตัดสินใจได้ยาก เพราะทั้ง FCL และ LCL ต่างก็มีข้อดีข้อเสีย

แนวทางที่แนะนำ ได้แก่

  • ร่วมแชร์ตู้ FCL กับผู้ส่งออกรายอื่น เพื่อแบ่งค่าระวางและหลีกเลี่ยงค่าแยกสินค้าที่ปลายทางของ LCL
  • ขอใบเสนอราคาจาก Freight Forwarder ทั้งแบบ
    • FCL แบบ ALL-IN
    • LCL ที่รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดทั้งต้นทางและปลายทาง

จากนั้นเปรียบเทียบต้นทุนต่อ CBM ก่อนตัดสินใจ

III. การคำนวณต้นทุน: จำไว้ว่าอย่าดูแค่เฉพาะค่าระวางเรือ

1. โครงสร้างต้นทุนของ FCL

ต้นทุนรวมจะประกอบด้วย

  • ค่าระวางเรือ
  • ค่าจองเรือ
  • THC (Terminal Handling Charge)
  • ค่าจัดทำเอกสาร
  • ค่าผ่านพิธีการศุลกากร
  • ค่าขนส่งทางรถ
  • ค่า Manifest
  • ค่า VGM
  • และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ

ข้อควรระวัง

หากพิธีการศุลกากรที่ปลายทางล่าช้า ผู้ส่งอาจต้องรับผิดชอบค่าปรับการคืนตู้ (Container Detention) และค่าฝากตู้ที่ท่าเรือ (Port Demurrage) ซึ่งมีมูลค่าสูง

2. ค่าใช้จ่ายแฝงของ LCL ที่หลายคนมองข้าม

Freight Forwarder หลายรายเสนอเฉพาะค่าระวางต้นทาง แต่เมื่อสินค้าถึงปลายทางกลับเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น

  • ค่าแยกสินค้า
  • ค่าแก้ไขใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading Amendment)
  • ค่าฝากคลังสินค้า

แนวทางที่ดีที่สุด

ควรขอใบเสนอราคาแบบ ALL-IN ที่รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดทั้งต้นทางและปลายทาง พร้อมระบุค่าแยกสินค้าและค่าดำเนินการต่าง ๆ เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด

หลักการจำแบบง่ายๆ

  • สินค้ามากกว่า 15 CBM → เลือก FCL
  • สินค้าน้อยกว่า 10 CBM → เลือก LCL
  • สินค้าระหว่าง 10–20 CBM → เปรียบเทียบใบเสนอราคาทั้งสองแบบ หรือพิจารณาแชร์ตู้ร่วมกับผู้ส่งรายอื่น

IV. การดูแลความปลอดภัยของสินค้าและการบริหารความเสี่ยง

  1. สำหรับ LCL ควรเสริมความแข็งแรงของบรรจุภัณฑ์ด้วยลังไม้ ฟิล์มหด (Stretch Wrap) และวัสดุป้องกันความชื้น พร้อมแจ้งประเภทสินค้าให้ Freight Forwarder ทราบล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงการจัดวางร่วมกับสารเคมีหรือสินค้าอันตราย
  2. ไม่ว่าจะเลือก FCL หรือ LCL หากเป็นสินค้ามูลค่าสูง ควรทำประกันภัยการขนส่งทางทะเล (Marine Cargo Insurance) โดยเฉพาะ FCL ซึ่งหากถูกศุลกากรตรวจสอบ อาจมีค่าปรับการคืนตู้สูง จึงควรพิจารณาซื้อประกันความเสี่ยงจากการตรวจสอบของศุลกากรเพิ่มเติม
  3. สำหรับ FCL ควรมีผู้ควบคุมการบรรจุสินค้าและถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐาน ส่วน LCL ควรเก็บภาพสินค้าและบันทึกจำนวนสินค้าขณะส่งเข้าคลัง เพื่อป้องกันข้อพิพาทเรื่องสินค้าสูญหาย

V. สรุปข้อแนะนำ

  1. สินค้าปริมาณมาก + ต้องการความตรงต่อเวลา + สินค้ามีมูลค่าสูง → เลือก FCL

FCL ให้ระยะเวลาขนส่งที่แน่นอนกว่า ลดความเสี่ยงต่อความเสียหาย และเหมาะกับผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกที่มีการขนส่งอย่างต่อเนื่อง

  1. สินค้าปริมาณน้อย + ทดลองตลาด + งบประมาณจำกัด → เลือก LCL

LCL ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นต่ำ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับพื้นที่ว่างในตู้ เหมาะสำหรับผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนและผู้ค้าส่งขนาดเล็กถึงกลาง

  1. สำหรับสินค้าปริมาณปานกลาง

อย่าตัดสินใจจากจำนวน CBM เพียงอย่างเดียว ควรเปรียบเทียบต้นทุนแบบ ALL-IN ที่รวมค่าธรรมเนียมทั้งหมดทั้งต้นทางและปลายทางก่อนเลือกวิธีการขนส่งที่เหมาะสมที่สุด.

 

ขอขอบคุณหากคุณสามารถแบ่งปันบล็อก TGL ในหมู่เพื่อนของคุณที่สนใจข้อมูลตลาดโดยตรงของโซ่อุปทานและเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่อัปเดต

Get a Quote Go Top