การข้ามท่าเรือ (Port Omission) คืออะไร และเราควรรับมืออย่างไร?

By Suri Yang Photo:CANVA
นับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 คำว่า “port omission” หรือ “การข้ามท่าเรือ” ได้ปรากฏขึ้นบ่อยๆในการทำงานของเรา แล้วไอ้คำว่า port omission มันคืออะไร เราควรอธิบายหรือจัดการสถานการณ์แบบนี้ให้กับกับลูกค้ายังไง? เรื่องแบบนี้ถือเป็นความท้าทายสำคัญของผู้รับจัดการขนส่งสินค้า (freight forwarders) เนื่องจากมันอาจเกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่สายเรือจะไม่รับผิดชอบ
ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า port omission หมายถึงอะไร?
คำคำนี้ หมายถึงกรณีที่เรือเดินสมุทร “งดเข้าเทียบท่า” ในท่าที่ได้กำหนดไว้ตามตารางเดินเรือชั่วคราว เช่น ยกตัวอย่างเช่น เที่ยวเรือ MSK-M/V AS SIMONE/546W ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเดิมมีกำหนดออกจากท่า Shekou ในวันที่ 23 พฤศจิกายน โดยปกติเที่ยวเรือของ MSK ใช้เวลาเดินเรือ 6 วัน (รวมวันออกเดินเรือ) ทำให้สามารถวางแผนรับตู้และคืนตู้ได้ล่วงหน้า เราจึงวางแผนไปรับตู้ JI GUI ในวันที่ 18 พฤศจิกายน และนำตู้ขึ้นเรือในวันที่ 19 พฤศจิกายน แต่ในช่วงเช้าวันที่ 19 พฤศจิกายน สายเรือแจ้งว่าเรือจะไม่เข้าเทียบท่า Shekou Port ซึ่งก็คือ “port omission” หรือในกรณีนี้คือการ “เปลี่ยนเส้นทางท่าเรือ (port diversion)”
ทีนี้มันก็จะนำมาสู่อีกหนึ่งคำถาม คือ แล้วทำไมปรากฏการณ์ port omission ถึงเกิดขึ้นได้ล่ะ?
โดยปกติ การเปลี่ยนแปลงท่าเรือของสายเรือจะเกิดขึ้นใน 3 กรณีหลักๆ ดังนี้
1.เกิดจากความแออัดของท่าเรือ (Congestion)
ยกตัวอย่างสายเรือ Meixian Line ที่เมื่อเรือประสบปัญหาความแออัดรุนแรงที่ท่าเรือ Ningbo ทำให้ต้องรอเข้าเทียบท่านานกว่ากำหนดเดิมถึง 2 วัน โดยมีท่าเรือถัดไปคือ Xiamen และ Shenzhen เพื่อให้สามารถไปถึงท่า Los Angeles ได้ตามกำหนด สายเรือจึงต้องตัดสินใจข้ามท่า Xiamen แล้วไปโหลดตู้ที่ Shenzhen แทน จากนั้นเดินเรือตรงไป Los Angeles ทำให้สินค้าที่ท่า Xiamen ต้องรอเรือลำถัดไปแทน
2.ปริมาณสินค้าน้อยเกินไป (Low cargo volume)
สายเรือมักมีการวางแผนปริมาณตู้ล่วงหน้าสำหรับแต่ละท่าเรือ หากพบว่าปริมาณการจองตู้ไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมต้นทุนในการเข้าเทียบท่า อาจมีการยกเลิกการแวะท่านั้น
3.ท่าเรือไม่สามารถให้บริการได้ (Port paralysis)
ในกรณีเกิดพายุไต้ฝุ่นหรือเหตุสุดวิสัยอื่น ๆ ที่ส่งผลให้การดำเนินงานหยุดชะงัก ท่าเรืออาจต้องปิดทำการ เช่น ช่วงประกาศเตือนพายุไต้ฝุ่นในระดับสีเหลือง ท่าเรือจะปิดชั่วคราว ทำให้เรือจำนวนมากไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ตามกำหนด หลังพายุผ่านไป จะมีเรือจำนวนมากที่รอคิวอยู่นอกท่า ซึ่งบางครั้งต้องรอนานเป็นสัปดาห์ ในกรณีนี้สายเรืออาจเลือก “ข้ามท่าเรือ” เพื่อรักษาตารางเดินเรือโดยรวมเอาไว้
สุดท้ายนี้ คำถามจึงมาอยู่ที่ว่า แล้วเราควรรับมือและสื่อสารกับลูกค้าสำหรับกรณีนี้ยังไงล่ะ?
ต่อไปนี้คือสิ่งที่เราควรจะทำเมื่อเกิดการข้ามท่าเรือขึ้น
1.ติดตามงานล่วงหน้า (Advance monitoring)
ก่อนโหลดสินค้า ควรตรวจสอบเว็บไซต์ของท่าเรือหรือสายเรือ เพื่อดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงเวลาเรือเข้าหรือไม่
2.สื่อสารให้ทันท่วงที (Timely communication)
ติดต่อสายเรือทันทีเพื่อยืนยันว่า สินค้าของเราได้ถูกจัดไปอยู่บนเรือถ่ายลำ ที่กำหนดไว้แล้วหรือไม่ ตารางเดินเรือที่แน่นอนคืออะไร หรือถูกเปลี่ยนไปเรือลำอื่นหรือไม่
3.อัปเดตเอกสารทันที (File update)
หลังจากได้รับ S/O ใหม่แล้ว ให้แก้ไขใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading) หากยังไม่ได้ยื่นใบขนแก่ศุลกากร ให้ใช้ชื่อเรือและเที่ยวเรือ (vessel name & voyage) ที่อัปเดตแล้วในการยื่นเอกสาร เพื่อป้องกันปัญหาตอนดำเนินการผ่านพิธีการศุลกากรเนื่องจากข้อมูลเรือไม่ถูกต้อง
4.การสื่อสารกับลูกค้า (Customer communication)
อธิบายรายละเอียดจากสายเรือให้ลูกค้าเข้าใจอย่างชัดเจน และแจ้งตารางเดินเรือใหม่อย่างเป็นทางการ
5.การประสานงานเรื่องค่าใช้จ่าย (Cost coordination)
ให้พูดคุยกับสายเรือเพื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายที่อาจลดหย่อนหรือยกเว้นได้ เช่น ค่าฝากตู้ หรือค่าคลังสินค้า
ขอขอบคุณหากคุณสามารถแบ่งปันบล็อก TGL ในหมู่เพื่อนของคุณที่สนใจข้อมูลตลาดโดยตรงของโซ่อุปทานและเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่อัปเดต