Quote
Factory Buyer Rate Questions

บล็อก

สินค้าอันตราย 9 ประเภทมีอะไรบ้าง? ก่อนส่งของออกไปยังไงก็ควรรู้!

09 Feb 2026

By Cathy Chen    Photo:CANVA


เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย: สินค้าอันตรายที่เจอกันบ่อยๆ มีอะไรบ้าง? ต้องรู้ก่อนส่งออก!

ในการทำงานในแต่ละวัน เรามักเจอกับคำถามอย่าง "สินค้าชิ้นนี้ส่งออกได้ไหม?" หรือ "อันนี้เป็นสินค้าอันตรายหรือเปล่า?" วันนี้เราเลยจะมาอธิบาย ประเภทของสินค้าอันตรายที่พบเจอกันบ่อยๆ ให้เข้าใจกันง่ายๆ เพื่อให้คุณรู้ว่า กำลังจัดส่งอะไรอยู่ และเลี่ยงการโดนระงับการจัดส่งในนาทีสุดท้าย, ถูกปรับ, หรือแม้แต่อุบัติเหตุไม่คาดฝัน

 

สินค้าอันตรายคืออะไร?

ก่อนอื่นเลย อย่าเพิ่งปล่อยใจตกไปอยู่ตาตุ่มเพราะคำว่า "สินค้าอันตราย" (Dangerous Goods) ให้มองความหมายของมันก่อน ซึ่งคำจำกัดความที่รู้กันเป็นสากลคือ สิ่งของหรือสสารที่ ในระหว่างการขนส่ง อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยต่างๆ ทั้งสุขภาพ, ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อม

 

ตัวอย่างเช่น:

น้ำมันเบนซินขวดนึงถือเป็นของอันตรายอย่างชัดเจน แต่หลายๆคนมักไม่รู้ว่าสินค้าอย่าง น้ำหอม, แอลกอฮอล์, สเปรย์ฉีดพ่น, สีทาบ้าน, เครื่องสำอางบางชนิด, แบตเตอรี่ หรือแม้แต่ปุ๋ยเคมีบางประเภท ก็อาจโดนจัดให้เป็นสินค้าอันตรายได้เช่นกัน อย่าเข้าใจผิดล่ะ เราไม่ได้ทำเรื่องนี้เพราะอยากเห็นลูกค้าลำบาก แต่ที่เราทำไปทั้งหมดนี้ทำก็เพื่อปกป้องเครื่องบิน, ตู้คอนเทนเนอร์, คลังสินค้า, รถบรรทุก และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง

 

วิธีเช็คง่ายๆ:

 

ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าสินค้าของคุณเป็นสินค้าอันตรายหรือเปล่า วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ ให้ขอ "เอกสารข้อมูลความปลอดภัย" (Safety Data Sheet - SDS) จากผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์ ถ้าเจอ หมายเลข UN (UN Number) อยู่ในหัวข้อที่ 14 ของ SDS นั่นแหละชัดเจนเลย ว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าอันตราย และการจัดส่งต้องได้รับการจัดการเป็นพิเศษ

 

สินค้าอันตราย  9 ประเภท มีอะไรบ้างที่เจอกันบ่อยๆ

 

สินค้าอันตรายถูกแบ่งออกเป็น 9 ประเภทในระดับสากล  โดยจะต้องมีป้ายเตือนอันตรายสีต่างๆ แสดงไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถระบุประเภทความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว

 

ต่อไปนี้คือรายการสินค้าในชีวิตประจำวันที่ อยู่ในหมวดสินค้าอันตรายทั้ง 9 ประเภท สำหรับใช้อ้างอิงแบบด่วนๆ:

 

ประเภทที่ 1: วัตถุระเบิด (ฉลากครึ่งบนสีแดง + สัญลักษณ์การระเบิด)

คือสิ่งของที่มีความเสี่ยงต่อการระเบิด เช่น พลุ, ดอกไม้ไฟ, พลุสัญญาณ, ดินปืน, กระสุนปืน, ชนวนจุดระเบิด และอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยบางชนิด (เช่น ถุงลมนิรภัย, อุปกรณ์ดึงรั้งสายเข็มขัดนิรภัย)

 

ประเภทที่ 2: ก๊าซ (ฉลากสีเขียวหรือสีแดง)

ก๊าซ จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทย่อย:

 

  • ประเภท 2.1: ก๊าซไวไฟ (ฉลากสีแดง) ตัวอย่าง: สเปรย์กระป๋อง (สเปรย์ฉีดผม, สเปรย์ระงับกลิ่นกาย, สีสเปรย์), ถังก๊าซปิกนิก, ถังโพรเพน, สเปรย์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
  • ประเภท 2.2: ก๊าซไม่ไวไฟ ไม่เป็นพิษ (ฉลากสีเขียว) ตัวอย่าง: ก๊าซเฉื่อย (ไนโตรเจน, อาร์กอน), อากาศอัด, ถังก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ถังออกซิเจน
  • ประเภท 2.3: ก๊าซพิษ (ฉลากสีขาว) ตัวอย่าง: คาร์บอนมอนอกไซด์, คลอรีน, แอมโมเนีย และก๊าซอุตสาหกรรมบางชนิด

 

จำเอาไว้ว่า:

แม้ว่าสเปรย์กระป๋องและถังก๊าซปิกนิกจะดูเหมือนภาชนะขนาดเล็ก แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเรื่องความดัน, การติดไฟ หรือความเป็นพิษ วิธีการจัดส่งส่วนใหญ่จึงมีการจำกัดปริมาณและข้อกำหนดด้านบรรจุภัณฑ์เป็นพิเศษ ดังนั้นเราจึงต้องตรวจสอบกฎระเบียบก่อนจัดส่งเสมอ

 

ประเภทที่ 3: ของเหลวไวไฟ (ฉลากสีแดง + สัญลักษณ์เปลวไฟ)

สิ่งของเหล่านี้ติดไฟได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับความร้อนหรือเปลวไฟ ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่: น้ำมันเบนซิน, แอลกอฮอล์ (เอทานอล, ไอโซโพรพิล), ตัวทำละลาย (อะซิโตน, ทินเนอร์ผสมสี, โทลูอี) , สีน้ำมัน, วานิช, สีเคลือบเงา, เครื่องสำอางบางชนิด (น้ำหอมที่มีแอลกอฮอล์สูง, ยาทาเล็บ, น้ำยาล้างเล็บ), น้ำยาทำความสะอาดอุตสาหกรรมบางชนิด และน้ำมันเชื้อเพลิง

 

จำเอาไว้ว่า

หลายธุรกิจมีการจัดส่งผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์, น้ำหอม และสีทาบ้าน เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ถูกจัดอยู่ในประเภทของเหลวไวไฟ มักมีการจำกัดปริมาตรต่อภาชนะบรรจุ ต้องบรรจุในภาชนะที่ป้องกันการรั่วซึม เก็บให้พ้นจากความร้อนและเปลวไฟ และมีกฎระเบียบที่เข้มงวดเป็นพิเศษสำหรับการขนส่งทางอากาศ

 

ประเภทที่ 4: ของแข็งไวไฟ, สารที่เกิดการลุกไหม้ได้เอง, และสารที่เมื่อสัมผัสกับน้ำจะปล่อยก๊าซไวไฟ

ของเหล่านี้เป็นวัสดุของแข็งที่ติดไฟหรือทำปฏิกิริยาได้ง่าย แบ่งเป็น 3 ประเภทย่อย:

 

  • ประเภท 4.1: ของแข็งไวไฟ ตัวอย่าง: ไม้ขีดไฟ, ไฟแช็ก, ผงเคมีบางชนิด, เศษพลาสติก
  • ประเภท 4.2: สารที่เกิดการลุกไหม้ได้เอง ตัวอย่าง: ฟอสฟอรัสขาว (ฟอสฟอรัสเหลือง), ผงโลหะบางชนิด (เช่น ผงเหล็ก) ที่สามารถติดไฟได้เองในอากาศ
  • ประเภท 4.3: สารที่เมื่อสัมผัสกับน้ำจะปล่อยก๊าซไวไฟ ตัวอย่าง: แคลเซียมคาร์ไบด์, โซเดียม, โพแทสเซียม สิ่งเหล่านี้จะผลิตก๊าซไวไฟเมื่อสัมผัสกับน้ำและเป็นอันตรายมาก

 

จำเอาไว้ว่า:

สิ่งของเหล่านี้มักพบในอุตสาหกรรมเคมีและการผลิต บรรจุภัณฑ์ต้องป้องกันความชื้นและทนต่อแรงกระแทกอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการผสมกับสิ่งของที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ และต้องติดฉลากอันตรายที่ถูกต้อง

 

ประเภทที่ 5: สารออกซิไดซ์และสารอินทรีย์เปอร์ออกไซด์

สิ่งของเหล่านี้อาจไม่ติดไฟได้ง่ายด้วยตัวเอง แต่สามารถทำให้วัสดุอื่นลุกไหม้ได้รุนแรงขึ้น แบ่งเป็น:

 

  • ประเภท 5.1: สารออกซิไดซ์ ตัวอย่าง: ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์, สารฟอกขาวที่มีส่วนผสมของออกซิเจน, โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต, ไนเตรต และปุ๋ยบางชนิด
  • ประเภท 5.2: สารอินทรีย์เปอร์ออกไซด์ ตัวอย่าง: ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้ในการซ่อมไฟเบอร์กลาส, ตัวทำให้เรซินแข็งตัว และสารตัวกลางทางเคมีบางชนิด

 

จำเอาไว้ว่า:

ห้ามเก็บหรือจัดส่งสิ่งของเหล่านี้ร่วมกับวัสดุไวไฟหรือสารรีดิวซ์เด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดปฏิกิริยารุนแรงหรือไฟไหม้ได้ ต้องแยกเก็บและติดฉลากให้ชัดเจน

 

ประเภทที่ 6: สารพิษและสารติดเชื้อ

ความเสี่ยงหลักคืออันตรายต่อสุขภาพ:

 

  • ประเภท 6.1: สารพิษ
    ตัวอย่าง: ยาฆ่าแมลง, ยาเบื่อหนู, ยาปราบศัตรูพืช, สารเคมีบางชนิด
  • ประเภท 6.2: สารติดเชื้อ
    ตัวอย่าง: ตัวอย่างทางการแพทย์ (เลือด, ปัสสาวะ), วัคซีน, ตัวอย่างในห้องปฏิบัติการ, เชื้อโรค ฯลฯ

 

จำเอาไว้ว่า:

สารพิษและสารติดเชื้อต้องบรรจุในบรรจุภัณฑ์ 3 ชั้น (ชั้นในกันรั่ว, ชั้นกลางดูดซับ, ชั้นนอกแข็งแรง) และติดเครื่องหมายอันตรายทางชีวภาพหรือสารพิษ โดยปกติแล้วมีเพียงผู้ให้บริการโลจิสติกส์ทางการแพทย์เฉพาะทางหรือผู้ขนส่งที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่สามารถจัดการได้

 

ประเภทที่ 7: วัสดุกัมมันตรังสี (ฉลากสีเหลือง)

สิ่งของที่มีสารกัมมันตรังสี เช่น แหล่งกำเนิดรังสีทางการแพทย์, เครื่องมือทางนิวเคลียร์ และอุปกรณ์อุตสาหกรรมบางชนิด (เช่น เครื่องวัดความหนาแน่น, อุปกรณ์ตรวจจับควัน)

 

จำเอาไว้ว่า:

สิ่งของเหล่านี้ต้องจัดส่งในภาชนะป้องกันพิเศษและจัดการโดยผู้ขนส่งที่มีใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องตามเส้นทางที่ได้รับอนุมัติ โดยปกติการขนส่งเชิงพาณิชย์ทั่วไปจะไม่รับสิ่งของเหล่านี้

 

ประเภทที่ 8: สารกัดกร่อน (ฉลากสีดำ/ขาว หรือ ดำ/ขาว/แดง)

กรดหรือเบสแก่ที่สามารถกัดกร่อนผิวหนัง, โลหะ หรืออุปกรณ์ เช่น กรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น, กรดซัลฟิวริก, กรดไฮโดรฟลูออริก, โซเดียมไฮดรอกไซด์ (โซดาไฟ), น้ำยาฟอกขาว, น้ำยาล้างท่อ, น้ำกรดในแบตเตอรี่ และสารละลายอิเล็กโทรไลต์

 

จำเอาไว้ว่า

ของเหลวที่มีฤทธิ์กัดกร่อนต้องบรรจุในภาชนะที่ป้องกันการรั่วซึมและทนต่อการกัดกร่อน และแยกออกจากสินค้าอื่น (โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และโลหะ) เพื่อป้องกันความเสียหายจากการรั่วไหล

 

ประเภทที่ 9: สินค้าอันตรายแบบเบ็ดเตล็ด (พื้นหลังสีขาว + สัญลักษณ์สีดำ)

นี่คือหมวดหมู่ "เบ็ดเตล็ด" สำหรับสินค้าอันตรายพิเศษ ซึ่งมักประกอบด้วย:

 

  • น้ำแข็งแห้ง (คาร์บอนไดออกไซด์แข็ง ซึ่งจะปล่อยก๊าซออกมา)
  • แบตเตอรี่ลิเธียม (ในโทรศัพท์มือถือ, แล็ปท็อป, พาวเวอร์แบงค์, เครื่องมือไฟฟ้า)
  • วัสดุที่มีอำนาจแม่เหล็กสูงบางชนิด (แม่เหล็กขนาดใหญ่)
  • ถุงลมนิรภัย, อุปกรณ์ดึงรั้งสายเข็มขัดนิรภัย
  • อุปกรณ์ช่วยชีวิตบางชนิด (เช่น เครื่องผลิตออกซิเจน)

 

จำเอาไว้ว่า:

แบตเตอรี่ลิเธียมและน้ำแข็งแห้งเป็นสินค้าอันตรายที่พบได้ทั่วไปในหลายธุรกิจ แต่เนื่องจากความเสี่ยงเรื่องไฟไหม้หรือความดันก๊าซ จึงต้องมีการสำแดง, บรรจุภัณฑ์ และจำกัดปริมาณเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการขนส่งทางอากาศ ซึ่งกฎระเบียบมีความเข้มงวดมาก

 

2 ข้อควรจำสำคัญสำหรับการจัดส่งสินค้าอันตราย

 

หลังจากอ่านทั้ง 9 ประเภท แล้ว คุณอาจสงสัยว่า: "แล้วควรทำอย่างไร?" นี่คือ 2 ข้อควรจำสำคัญ:

 

1. มันเป็นสินค้าอันตรายหรือไม่?

 

หากคุณอยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์, อะไหล่รถยนต์, เคมีภัณฑ์, การดูแลสุขภาพ, เครื่องสำอาง, การเกษตร ฯลฯ เราขอแนะนำให้ทำ "รายการตรวจสอบการจัดส่งสินค้า" ไว้เป็นประจำ และทำเครื่องหมายรายการที่อาจเป็นสินค้าอันตราย (ตรวจสอบ SDS หรือยืนยันกับซัพพลายเออร์ของคุณ) เพื่อที่คุณจะได้โดนเล่นทีเผลอเมื่อต้องจัดส่ง

 

2. ตรวจสอบกฎระเบียบ: ส่งได้หรือไม่? อย่างไร?

 

การอนุญาตให้ส่งออก, ข้อจำกัดต่างๆ และขั้นตอนสำหรับสินค้าอันตรายจะแตกต่างกันไปตามผู้ให้บริการและรูปแบบการขนส่ง (ทางอากาศ/ทางทะเล/ทางบก) ก่อนจัดส่ง ควรตรวจสอบเสมอว่า:

 

  • สินค้าอยู่ในรายการที่ได้รับอนุญาตหรือไม่
  • มีการจำกัดปริมาตร, น้ำหนัก หรือปริมาณหรือไม่
  • ต้องใช้บรรจุภัณฑ์และฉลากพิเศษอะไรบ้าง
  • ต้องใช้แบบฟอร์มสำแดงสินค้าอันตรายหรือไม่

 

สรุป: ความปลอดภัยและประสิทธิภาพคือสิ่งที่ “จำเป็น” ทั้งคู่

 

สินค้าอันตรายไม่ได้น่ากลัว สิ่งที่อันตรายจริงๆ คือการจัดส่งสินค้าเหล่านั้นเป็น "สินค้าทั่วไป" โดยที่ไม่รู้ว่าเป็นสินค้าอันตราย เราหวังว่าคุณจะสามารถระบุสินค้าอันตรายที่พบกันบ่อยๆได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการใช้คู่มือการจำแนกประเภทแบบง่ายๆ นี้ และใช้เวลาอีกสักนิดก่อนจัดส่งเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ, ความล่าช้า หรือแม้แต่อุบัติเหตุด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น

 

ในบทความถัดไป เราจะมาแบ่งปันคู่มือปฏิบัติเกี่ยวกับ "เคล็ดลับการบรรจุสินค้าอันตราย", "วิธีอ่าน SDS" และ "วิธีกรอกแบบฟอร์มสำแดงสินค้าอันตราย" รอตามอ่านได้เลย!

 

ขอขอบคุณหากคุณสามารถแบ่งปันบล็อก TGL ในหมู่เพื่อนของคุณที่สนใจข้อมูลตลาดโดยตรงของโซ่อุปทานและเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่อัปเดต

Get a Quote Go Top