การเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับห่วงโซ่อุปทานผ่านโลจิสติกส์ 4PL และคลังสินค้าทัณฑ์บนเขตปลอดภาษี

By Richie Lin Photo:CANVA
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้เผชิญกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้า การระบาดใหญ่ ความแออัดของท่าเรือ และการหยุดชะงักของกำลังการขนส่ง เหตุการณ์เหล่านี้ได้เปลี่ยนวิธีการประเมินความเสี่ยงของบริษัทต่างๆไป ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งนิยามว่าคือความสามารถในการคาดการณ์ล่วงหน้า แบ่งเบา ปรับตัว และฟื้นตัวจากเมื่อเกิดการหยุดชะงัก ได้เปลี่ยนจากข้อกังวลในการดำเนินงาน ไปสู่ ประเด็นเชิงกลยุทธ์ในระดับผู้บริหาร ห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นไม่สามารถพึ่งพาประเทศ ท่าเรือ หรือตลาดใดตลาดหนึ่งได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทขนาดเล็กหรือขนาดกลางมักไม่มีทรัพยากรและความรู้ความเชี่ยวชาญในการดำเนินงานในประเทศต่างๆ นี่จึงเป็นสิ่งที่บริษัทโลจิสติกส์ 4PL จะเข้ามามีบทบาท: ออกแบบเครือข่ายโลจิสติกส์ครอบคลุมหลายภูมิภาค ช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถปรับเปลี่ยนระหว่างตลาดและเส้นทางต่างๆ ได้เมื่อเกิดการหยุดชะงัก
ก. โลจิสติกส์ 4PL คืออะไร?
4PL Logistics หรือ Fourth-Party Logistics คือรูปแบบการจัดการโลจิสติกส์เชิงกลยุทธ์แบบบูรณาการ ซึ่งผู้ให้บริการทำหน้าที่บริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดแทนลูกค้า โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขนส่งหรือการจัดเก็บสินค้าเป็นรายๆไปเท่านั้น แต่บริษัทโลจิสติกส์แบบ 4PL จะทำหน้าที่เชื่อมโยงและประสานงานผู้ให้บริการต่าง ๆ ในห่วงโซ่อุปทานเข้าด้วยกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของลูกค้า
ข. โลจิสติกส์ 4PL สามารถช่วยลูกค้าขยายตลาดในหลายๆประเทศได้อย่างไร?
1. ออกแบบห่วงโซ่อุปทานระดับโลกแบบครบวงจร:
4PLจะทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่แค่ผู้ส่งต่อสินค้า
ช่วยลูกค้าออกแบบเครือข่ายโลจิสติกส์ที่เชื่อมต่อหลายๆภูมิภาค เช่น เอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ ผ่าน
- เขตการค้าเสรี (FTZs) และคลังสินค้าทัณฑ์บน ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดวางสินค้าคงคลังในระดับโลก โดยผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบ 4PL จะจัดตั้ง FTZ ในประเทศจีน เพื่อให้สินค้ายังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของลูกค้าหลังจากรับสินค้าจากโรงงานในจีน และจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนในประเทศเนเธอร์แลนด์และเวียดนาม เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางสำหรับตลาดสหภาพยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ศูนย์กระจายสินค้าระดับภูมิภาค ช่วยลดระยะเวลาในการส่งสินค้าและลดความซับซ้อนด้านพิธีการศุลกากร โดยเนเธอร์แลนด์จะทำหน้าที่เป็นประตูสู่สหภาพยุโรปสำหรับสินค้าจากเอเชียที่ส่งไปยังประเทศใน EU
- การบูรณาการระบบขนส่งหลายรูปแบบ (ทางทะเล, อากาศ, ราง, รถบรรทุก และคลังสินค้าทัณฑ์บน) ช่วยให้เข้าถึงตลาดที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสินค้าสามารถส่งออกต่อจากคลังสินค้าทัณฑ์บนได้โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า
2. การวางแผนและปฏิบัติตามข้อกำหนดและกฎระเบียบ
การขยายธุรกิจไปยังประเทศใหม่ๆหมายถึงการต้องเผชิญกับกฎการนำเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โครงสร้างต่าง ๆ และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย
4PL จะช่วยคุณผ่านการบริการเหล่านี้:
- เป็นตัวแทนด้านภาษีทั่วไปหรือจำกัดแค่ในสหภาพยุโรป (EU) เลื่อนการชำระภาษีและ VAT โดยจะถูกระงับไว้ตราบใดที่สินค้ายังคงอยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บน
- ดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานต่างๆ เช่น FDA, CE, MDR หรือ Lacey Act
- บูรณาการข้อมูลศุลกากรกับการยื่นเอกสารล่วงหน้า เพื่อลดความล่าช้าที่ท่าเรือ
3. ควบคุมดูแลข้อมูลแบบรวมศูนย์
ด้วยการบูรณาการระบบ ERP, WMS และ TMS ขั้นสูง บริษัท 4PL จะทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดโดยใช้แค่ ช่องทางเดียว ก็สามารถตรวจสอบ:
- สินค้าคงคลังในแต่ละประเทศ
- เวลาการขนส่ง ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์อื่น ๆ
- สถานะคำสั่งซื้อและตัวชี้วัดการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า
C. ผสานคลังสินค้าในเขตปลอดภาษีในประเทศจีนและคลังสินค้าทัณฑ์บนในเมืองรอตเตอร์ดัม เพื่อการจัดส่งสินค้าอย่างรวดเร็วและประหยัดต้นทุน
1. การรวมสินค้าคงคลังจากโรงงานในเอเชียเข้าสู่คลังสินค้าทัณฑ์บน (FTZ) ในจีน
- ใครควรจะใช้ Free Trade Zone :
- ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายจากสหรัฐฯ ที่ต้องการขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคใหม่ เช่น สหภาพยุโรป (EU), อาเซียน, ตะวันออกกลาง หรือ ละตินอเมริกา
- ผู้ผลิตจากเอเชียที่ส่งสินค้าไปยังตลาดในหลายๆประเทศ
- เขตการค้าเสรี (FTZ) ในจีนสามารถทำอะไรได้ :
- ใช้จัดเก็บสินค้าทัณฑ์บน (duty-free storage)
- ใช้เพื่อการแปรรูปเบา การประกอบสินค้า การติดฉลากใหม่ และการบรรจุซ้ำ
- ใช้เพื่อการตรวจสอบคุณภาพและการตรวจสอบความสอดคล้องมาตรฐาน
- การจัดการสินค้าคงคลังโดยผู้ขาย (VMI) พร้อมข้อมูลแบบเรียลไทม์
- ใช้เป็นศูนย์กระจายสินค้าระดับโลก
- แล้วเขตการค้าเสรี (FTZ) ในจีนอยู่ตรงไหนบ้าง :
- เซินเจิ้น (พิงซาน) อยู่ใกล้ฮ่องกงและเครือข่ายซัพพลายเชนบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ล
- เซี่ยงไฮ้ หนิงโป เทียนจิน กวางโจว ตั้งอยู่ตามเส้นทางการค้าที่คึกคักที่สุดของจีน
- ศูนย์กลางภายในประเทศ (เช่น เฉิงตู ฉงชิ่ง) เชื่อมต่อทางรถไฟไปยังยุโรป
- แล้วควรใช้เขตการค้าเสรี (FTZ) เมื่อไหร่ :
- ถ้าเป็นบริษัทสหรัฐฯ ก็ตอนที่ต้องการทดสอบตลาดต่างประเทศใหม่โดยไม่ต้องลงทุนในคลังสินค้าท้องถิ่นแต่ละประเทศ
- ใช้เมื่อธุรกิจต้องการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีซ้ำซ้อนเมื่อสินค้าผ่านจีนแต่ไม่ได้จำหน่ายที่นั่น
- ใช้เมื่อต้องการเก็บข้อมูลเป็นความลับ ให้ซัพพลายเออร์ส่งสินค้ามายัง FTZ เท่านั้น ไม่ส่งตรงไปยังลูกค้าปลายทาง
- บริษัทต้องการตอบสนองคำสั่งซื้อระหว่างประเทศได้รวดเร็วจากศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว
- ทำไมต้องใช้เขตการค้าเสรี (FTZ) :
- เพราะประหยัดค่าใช้จ่าย: สินค้าสามารถจัดเก็บไว้ก่อนได้โดยไม่ต้องเสียภาษีหรือ VAT รอจนกว่าจะกำหนดปลายทางสุดท้ายของสินค้า
- มีความยืดหยุ่น: สามารถทำการบรรจุซ้ำ ติดฉลากใหม่ และปรับแต่งสินค้าในเขตได้
- ช่วยรักษาความลับ: ข้อมูลลูกค้าจะไม่ถูกเปิดเผยไปให้โรงงาน
- เข้าถึงตลาดง่าย: ศูนย์ FTZ เพียงแห่งเดียวก็สามารถรองรับการกระจายสินค้าไปหลายๆประเทศได้
- ช่วยลดความเสี่ยง: ลดผลกระทบจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน เพราะสามารถกระจายสินค้าไปยังตลาดนอกสหรัฐฯแทนได้
- การทำงานของเขตการค้าเสรี (FTZ) :
- สินค้าจากซัพพลายเออร์จะถูกจัดส่งเข้าสู่ FTZ ในจีน
- สินค้าจะผ่านพิธีการเพื่อเข้าสู่คลังสินค้าทัณฑ์บน (ซึ่งถือว่าเป็นการส่งออกจากโรงงานแล้ว)
- ภายใน FTZ สามารถตรวจสอบสินค้า บรรจุซ้ำ ติดฉลากใหม่ หรือรวมสินค้าหลายรายการเข้าด้วยกัน
- ดยสินค้าสามารถ :
- ส่งออกต่อไปทั่วโลก โดยไม่ต้องเสียภาษีหรือ VAT ในจีน
- นำเข้าจีนสู่ หากจำหน่ายในประเทศ จะต้องเสียภาษีและ VAT ในเวลานั้นthat point).
- ลูกค้าจะได้รับประโยชน์จากการติดตามสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์และการขนส่งระดับโลกที่ยืดหยุ่น
2. การกระจายสินค้า B2B และ B2C ผ่านคลังสินค้าทัณฑ์บนที่โรตเตอร์ดัม :
- นำเข้า: สินค้ามาถึงท่าเรือโรตเตอร์ดัมหรืออัมสเตอร์ดัม จากนั้นออกเอกสาร T1 เพื่อส่งสินค้าต่อไปยังคลังสินค้าทัณฑ์บน
- จัดเก็บ: สินค้าจะถูกเก็บในคลังโดยไม่เสียภาษีหรือ VAT ภายใต้การควบคุมของศุลกากร
- การจัดสรรคำสั่งซื้อ: สำหรับ ลูกค้า B2B ภายใน EU เมื่อยืนยันคำสั่งซื้อแล้ว สินค้าจะถูกหยิบจากคลัง บรรจุ และเตรียมส่ง ส่วน ลูกค้า B2C หรือ คลังสินค้า Amazon ภายใน EU เมื่อยืนยันคำสั่งซื้อแล้ว สินค้าจะถูกหยิบจากคลัง บรรจุ และเตรียมส่ง และหากปลายทางเป็นคลังของ Amazon พนักงานคลังก็จะตรวจสอบให้แน่ใจว่าสินค้าติดฉลาก Amazon อย่างถูกต้อง
- การปล่อยสินค้าผ่านศุลกากร: สำหรับ B2B บริษัทนอก EU สามารถแต่งตั้งตัวแทนด้านภาษี (limited fiscal representative)ในเนเธอร์แลนด์เพื่อยื่นศุลกากรและเลื่อนชำระ VAT (Article 23 license) เพื่อโอนภาระ VAT ไปยังลูกค้า EU ที่ปลายทาง หรือเลือกให้คลังสินค้าทัณฑ์บนออกเอกสาร T1 เพื่อโอนหน้าที่ศุลกากรไปยังประเทศของลูกค้าปลายทาง ส่วน B2Cบริษัทนอก EU สามารถแต่งตั้งตัวแทนด้านภาษี (general fiscal representative) เพื่อยื่นศุลกากรในเนเธอร์แลนด์และจ่าย VAT ให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ก่อนสินค้าจะออกจากคลัง
- การส่งออกนอก EU: สินค้าที่ขายให้ลูกค้านอก EU สามารถส่งออกโดยตรงจากคลังทัณฑ์บนโดยไม่เสียภาษีหรือ VAT
จากคำอธิบายข้างต้น ผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบ 4PL สามารถทำหน้าที่เป็น ผู้ประสานงานหลัก ระหว่างลูกค้า พันธมิตรโลจิสติกส์ และคลังสินค้าทัณฑ์บนในแต่ละประเทศ และยังช่วยรับผิดชอบในการออกแบบ บริหารจัดการ และปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ richie_lin@tgl-group.net
ขอขอบคุณหากคุณสามารถแบ่งปันบล็อก TGL ในหมู่เพื่อนของคุณที่สนใจข้อมูลตลาดโดยตรงของโซ่อุปทานและเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่อัปเดต