คู่มือปฏิบัติการ (SOP) สำหรับการส่งออกตู้คอนเทนเนอร์แบบควบคุมอุณหภูมิ (Reefer Container)

By Emilly Huan Photo:CANVA
1.การกำหนดอุณหภูมิสำหรับตู้แช่เย็นและแช่แข็งเพื่อการส่งออก:
A.ตู้แช่เย็น (Chilled): อุณหภูมิ 2 ถึง 8°C (สำหรับผลิตผลสด, ผลไม้, ผลิตภัณฑ์นม, อาหารปรุงสุก, วัคซีน ฯลฯ)
B.ตู้แช่แข็ง (Frozen): อุณหภูมิต่ำกว่า -18°C (สำหรับเนื้อสัตว์, อาหารทะเล, ไอศกรีม, อาหารแช่แข็ง)
หมายเหตุ: ให้ยึดตามคำสั่งซื้อของลูกค้า / เล็ตเตอร์ออฟเครดิต (L/C) / รายการบรรจุสินค้า (Packing List) เป็นมาตรฐานสำคัญ
2.ขั้นตอนมาตรฐานสำหรับการทำความเย็นล่วงหน้า (Pre-cooling) ก่อนการบรรจุสินค้า
A. วัตถุประสงค์ของการทำ Pre-cooling
• เพื่อลดอุณหภูมิภายในตู้ให้ลงมาอยู่ที่อุณหภูมิที่ตั้งไว้ (Set Temp)
• เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้อุณหภูมิตู้พุ่งสูงจนทำให้ สินค้าเสียหายและ ถูกร้องเรียนจากลูกค้า จนนำไปสู่ การตีคืนสินค้าหลังการโหลด
B. แนวทางพื้นฐานสำหรับการทำ pre cooling
•ปิดประตูตู้คอนเทนเนอร์ให้สนิท
•ตั้งค่าอุณหภูมิเป้าหมาย (เช่น 0°C หรือ -18°C)
•รอจนอุณหภูมิเสถียร:
-
- แช่เย็น: เสถียรที่ 2-8°C
-
- แช่แข็ง: เสถียรต่ำกว่า -18°C
•ระยะเวลา Pre-cooling: โดยทั่วไปใช้เวลา 30-90 นาที (ขึ้นอยู่กับสภาพตู้และการปรับตามอุณหภูมิภายนอก)
C. เกณฑ์ในการตัดสินว่าผ่านการ Pre-cooling
อุณหภูมิต้องไม่ขยับสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลา 5-10 นาที จึงจะเริ่มทำการโหลดสินค้าได้
3.กำหนดการและกฎการเสียบปลั๊กจ่ายไฟ
A.ต้องเสียบปลั๊กเมื่อใด?
•เสียบปลั๊กทันทีหลังจากลากตู้ (Pick up) มาถึง
•จ่ายไฟตลอดเวลาระหว่างการโหลด, หลังโหลดเสร็จ และระหว่างรอที่ท่าเรือ
•ก่อนนำตู้ขึ้นเรือ ทางท่าเรือจะตัดไฟ (เพื่อให้ระบบของเรือรับช่วงต่อ)
B. ข้อควรระวังเรื่องการจ่ายไฟ (สำคัญมาก)
• ห้ามเสียบหรือถอดปลั๊กบ่อยเกินไป เนื่องจากอาจทำให้คอมเพรสเซอร์เสียหายได้
• ระบบไฟ: ไฟฟ้า 3 เฟส 380V (ต้องเชื่อมต่อให้ถูกต้อง หากไฟขาดเฟสจะทำให้เครื่องขัดข้อง)
•ขณะโหลดสินค้า สามารถเปิดประตูทิ้งไว้ในระยะเวลาสั้นๆ โดยไม่ต้องตัดไฟได้ แต่ควรปิดประตูให้เร็วที่สุด
4.การบันทึกอุณหภูมิ (ส่วนที่ถูกตรวจสอบบ่อยที่สุดในการส่งออก)
A. ความถี่ในการบันทึก
• ก่อนการบรรจุสินค้า ต้องทำการบันทึกอุณหภูมิเมื่อทำ Pre-cooling เสร็จสิ้น
• ระหว่างบรรจุสินค้า ต้องคอยบันทึกข้อมูลทุกๆ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง
• หลังบรรจุสินค้า ต้องบันทึกอุณหภูมิที่เสถียรหลังจากปิดตู้
• ระหว่างอยู่ที่ท่าเรือ ต้องมีการเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่อง
B. ข้อมูลที่ต้องบันทึก (รูปแบบที่แนะนำ)
• หมายเลขตู้ (Container Number)
• อุณหภูมิที่ตั้งไว้ (Set Temperature)
• อุณหภูมิจริง (Return Air / Supply Air)
• วันและเวลา
• ชื่อผู้ปฏิบัติงาน
• หมายเหตุกรณีเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ
C. แหล่งที่มาของข้อมูลอุณหภูมิ
- ดูจากแผงควบคุมหน้าตู้ (Control Panel) เป็นหลัก
- ตรวจสอบควบคู่กับเทอร์โมมิเตอร์แยก (Independent Thermometer) หากลูกค้าหรือพนักงานตรวจสินค้าต้องการ
5.การจัดการเหตุผิดปกติ (ซึ่งมักเจอได้บ่อยที่สุดในงานขาออก)
เหตุผิดปกติ รูปแบบที่ 1: อุณหภูมิไม่ยอมลดลง / สูงค้างตลอดเวลา
1. ตรวจสอบว่าตู้ปิดสนิทหรือไม่ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีจุดที่ซีลยางขอบประตูชำรุด
2. ตรวจสอบว่าได้บรรจุสินค้าแน่นจนเกินไปหรือบังช่องลมหรือไม่ (เนื่องจากจะทำให้ไหลเวียนอากาศไม่ดี)
3. ตรวจสอบความเสถียรของแหล่งจ่ายไฟและดูว่าไฟขาดเฟสหรือไม่
4. การจัดการ: หยุดการโหลด, แจ้งสายการเดินเรือ/ตัวแทนออกของ (Forwarder) และพิจารณาเปลี่ยนตู้หากจำเป็น
เหตุผิดปกติ รูปแบบที่ 2: สัญญาณเตือน (Alarm)
อาการทั่วไป: ขึ้นสัญญาณเตือนอุณหภูมิสูง/ต่ำ, ไฟจ่ายผิดปกติ, เซนเซอร์ขัดข้อง
การจัดการ: ถ่ายรูปบันทึกรหัสสัญญาณเตือน (Alarm Code), ปิดประตูและรอให้สถานะเสถียรอีก 15 นาที หากยังแจ้งเตือนอยู่ ให้ทำเรื่องเปลี่ยนตู้ (Container Replacement) ห้ามฝืนส่งออก
เหตุผิดปกติ รูปแบบที่ 3: อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นหลังโหลดสินค้าไปแล้ว
-
- ปิดตู้ทันทีและเสียบปลั๊กให้เครื่องทำงานต่อ สังเกตอาการเป็นเวลา 30-60 นาทีว่าอุณหภูมิลดลงหรือไม่ หากไม่ลดลง ให้จัดการตามขั้นตอน "เปลี่ยนตู้" ด้านบน
6.กฎเหล็กหน้างานในการบรรจุสินค้า (ป้องกันความเสียหายของสินค้าได้ 90%)
A. ตัวสินค้าต้องถูกทำความเย็นไว้ล่วงหน้า (Pre-cooled) มาก่อนแล้ว (อย่าคาดหวังจะให้ตู้คอนเทนเนอร์เป็นตัวช่วยลดอุณหภูมิให้กับสินค้าที่ยังร้อนอยู่)
B. ห้ามวางสิ่งของบังช่องลมเข้า (Return Air) และช่องลมออก (Supply Air)
C. ความเร็วในการโหลดต้องรวดเร็วเพื่อลดระยะเวลาการเปิดประตูตู้
D. ซีลตู้คอนเทนเนอร์ (Seal) ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่เสียหาย
F. ก่อนการปิดตู้ต้องมีการยืนยันอุณหภูมิว่ามีความเสถียรและไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ
ขอขอบคุณหากคุณสามารถแบ่งปันบล็อก TGL ในหมู่เพื่อนของคุณที่สนใจข้อมูลตลาดโดยตรงของโซ่อุปทานและเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่อัปเดต